สวัสดิการการจ้างงาน

สวัสดิการการจ้างงาน

เวลาทำงาน

    • ไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน และ 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
    • งานอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ไม่เกิน 7 ชั่วโมงต่อวัน หรือ 42 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

เวลาพัก

    • นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักติดต่อกันไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง ภายใน 5 ชั่วโมงแรกของการทำงาน
    • นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้าให้มีเวลาพักน้อยกว่าครั้งละ 1 ชั่วโมงก็ได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่าครั้งละ 20 นาทีและเมื่อรวมกันแล้ว ต้องไม่น้อยกว่าวันละ 1 ชั่วโมง
    • กรณีงานที่ทำต้องทำติดต่อกันหรือเป็นงานฉุกเฉินซึ่งหยุดไม่ได้ นายจ้างจะไม่จัดเวลาพักให้ลูกจ้างก็ได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้าง

วันหยุดประจำสัปดาห์

    • ต้องไม่น้อยกว่าสัปดาห์ละ 1 วัน และมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน
    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดประจำสัปดาห์ ยกเว้นลูกจ้างรายวันและรายชั่วโมง
    • นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันล่วงหน้า เพื่อกำหนดให้มีวันหยุดประจำสัปดาห์วันใดก็ได้
    • งานโรงแรม งานขนส่ง งานในป่า งานในที่ทุรกันดาร เช่น งานประมง งานดับเพลิง นายจ้างและลูกจ้างจะตกลงกันล่วงหน้า ให้สะสมและเลื่อนวันหยุดประจำสัปดาห์ไปเมื่อใดก็ได้แต่ต้องอยู่ในระยะเวลา   ไม่เกิน 4 สัปดาห์
    • กรณีวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่แน่นอน ให้นายจ้างประกาศวันหยุดให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วันและแจ้งเป็นหนังสือให้ให้พนักงานตรวจแรงงานทราบภายใน 7 วันนับแต่วันที่ประกาศ

วันหยุดตามประเพณี

    • ต้องไม่น้อยกว่าปีละ 13 วัน โดยรวมวันแรงงานแห่งชาติด้วย ถ้าวันหยุด ตามประเพณีตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ให้หยุดชดเชยในวันทำงานถัดไป เช่น วันหยุดตรงกับวันอาทิตย์ ให้หยุดชดเชยในวันจันทร์
    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดตามประเพณี

วันหยุดพักผ่อนประจำปี

    • ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาครบ 1 ปี มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่าปีละ 6 วันทำงาน
    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันหยุดพักผ่อนประจำปี
    • กรณีที่ลูกจ้างที่ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี จะให้หยุดตามสัดส่วนการทำงานก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของบริษัท
    • ให้นายจ้างเป็นผู้กำหนดวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าหรือกำหนดตามที่ตกลงกัน
    • นายจ้างและลูกจ้างสามารถตกลงกันล่วงหน้า เกี่ยวกับการสะสมและเลื่อนวันหยุดพักผ่อนประจำปีไปรวมหยุดในปีอื่นก็ได้

การลาป่วย

    • ลูกจ้างมีสิทธิลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างตามปกติ ไม่เกิน 30 วันทำงานใน 1 ปี

การลาคลอด

    • ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 98 วัน วันลาเพื่อคลอดบุตรตามมาตรานี้ให้หมายความรวมถึงวันลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรด้วยวันลาตามวรรคหนึ่ง ให้นับรวมวันหยุดที่มีในระหว่างวันลาด้วย และ ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงในวันลาเพื่อคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน

การลาเพื่อทำหมัน

    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อทำหมันได้และมีสิทธิ์ลาเนื่องจากการทำหมันตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำหนด และออกใบรับรองให้ โดยลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างในวันที่ลานั้นด้วย

การลากิจ

    • ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อกิจธุระอันจำเป็นได้ปีละไม่น้อยกว่า 3 วันทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างในวันลาเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานเพียง 3 วัน
    • ส่วนการลาที่เกิน 3 วัน นายจ้างอาจจะอนุมัติให้ลาหรือไม่ก็ได้ แต่หากอนุมัติให้ลานายจ้างมีสิทธิไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่เกิน 3 วันได้ (ลูกจ้างทุกประเภท รายเดือน รายวัน เหมา ทดลองงาน ลากิจนายจ้างจ่ายค่าจ้าง) ตาม พ.ร.บ. สวัสดิการคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2562 มาตรา 34 , มาตรา 57/1

การลาเพื่อรับราชการทหาร

    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อรับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึก วิชาทหาร หรือเพื่อทดสอบความพรั่งพร้อม โดยลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน     60 วันต่อปี

การลาเพื่อฝึกอบรม

    • ลูกจ้างมีสิทธิ์ลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ แต่ไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ลานั้น

ค่าจ้าง

    1. เป็นเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตาม สัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ เป็นรายชั่วโมง รายวัน รายสัปดาห์ หรือระยะเวลาอื่น หรือจ่ายให้โดยคำนวณตาม ผลงานที่ลูกจ้างทำได้ในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน และรวมถึงเงินที่นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างในวันหยุด และวันลาที่ลูกจ้างมิได้ทำงานแต่มีสิทธิ์ได้รับตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
    2. ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับค่าจ้างมากกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
    3. ถ้าไม่มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำในท้องที่ใดให้ถือว่า อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำของท้องที่นั้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน หมายถึง อัตราค่าจ้างที่คณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

การทำงานล่วงเวลาและการทำงานในวันหยุด

    1. ในกรณีที่งานมีลักษณะต้องทำติดต่อกัน ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานที่ทำหรือเป็นงานฉุกเฉิน  นายจ้างอาจให้ลูกจ้าง ทำงานล่วงเวลา หรือทำงานในวันหยุดเท่าที่จำเป็นได้
    2. กิจการโรงแรม สถานมหรสพ งานขนส่ง ร้านขายอาหาร ร้านขายเครื่องดื่ม สโมสร สมาคม สถานพยาบาล นายจ้างจะให้ลูกจ้างทำงานในวันหยุดเท่าที่จำเป็นก็ได้ โดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นคราวๆ ไป
    3. ในกรณีที่มีการทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่าสองชั่วโมง นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีเวลาพักไม่น้อยกว่ายี่สิบนาที ก่อนที่ลูกจ้างจะเริ่มทำงานล่วงเวลา ยกเว้นงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันโดยต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเท่านั้นหรือเป็นงานฉุกเฉิน
    4. ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดในงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง อัตราโทษ นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    5. นายจ้างที่ให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาต่อจากเวลาทำงานปกติไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง จะต้องจัดเวลาพักให้ลูกจ้างก่อนเริ่มทำงานล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 20 นาที เพื่อให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยและความเครียดก่อนที่จะทำงานต่อไป เพื่อป้องกันการประสบอันตรายจากการทำงาน นายจ้างอาจไม่ต้องจัดเวลาพักให้แก่ลูกจ้างได้ ถ้าลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานต้องทำติดต่อกันไปโดยได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว เช่น งานเฝ้าสถานที่ หรือกรณีที่เป็นงานฉุกเฉิน หากนายจ้างฝ่าฝืนจะมีความผิดโดยมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท

ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด

    1. กรณีทำงานเกินเวลาทำงานปกติของวันทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลา ไม่น้อยกว่า1.5 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
    2. กรณีทำงานล่วงเวลาในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้างในอัตรา 3 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง ในวันทำงานตามจำนวนชั่วโมงที่ทำ
    3. กรณีทำงานในวันหยุดในเวลาทำงานปกติ นายจ้างต้องจ่ายค่าทำงานในเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าของค่าจ้างในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด สำหรับลูกจ้างที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันหยุด เช่นลูกจ้าง รายวันหรือรายชั่วโมงต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 2 เท่า ของค่าจ้างในวันทำงานตามชั่วโมงที่ทำงานในวันหยุด

สวัสดิการ

    1. สถานประกอบกิจการ ที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มี คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายลูกจ้างอย่างน้อยห้าคนเพื่อร่วมหารือ และเสนอแนะความเห็นแก่นายจ้างในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง และตรวจตรา ควบคุม ดูแลการจัดสวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง
    2. สถานประกอบกิจการใดที่มีคณะกรรมการลูกจ้างแล้ว ให้คณะกรรมการลูกจ้างทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ

ค่าชดเชย

    • กรณีนายจ้างเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่มีความผิด ค่าชดเชยที่จะได้รับมีดังนี้
    1. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วันซึ่งเท่ากับเงินเดือนของเดือนที่แล้ว 1 เดือน
    2. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 90 วันเท่ากับเงินเดือนของเดือนที่แล้ว 3 เดือน
    3. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วันเท่ากับเงินเดือนของเดือนที่แล้ว 6 เดือน
    4. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับอัตราค่าจ้างสุดท้าย 240 วันเท่ากับเงินเดือนของเดือนที่แล้ว 8 เดือน
    5. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 300 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย
    6. ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ให้จ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงาน 400 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย

อัตราเงินค่าชดเชยและค่าเพื่อตอบแทนลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ

    • ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลิกจ้าง ทำงานติดต่อกัน ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี ให้ได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน 300 วัน
    • ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจที่ถูกเลิกจ้าง ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปีขึ้นไป ได้รับค่าชดเชย 400 วัน
    • ค่าตอบแทนความชอบในการทำงานของลูกจ้างที่มีอายุงาน 20 ปี ขึ้นไป และพ้นจากตำแหน่งเพราะเหตุเกษียณอายุตามข้อบังคับ ข้อกำหนด ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง ให้ได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายของการทำงาน 400 วัน

กรณีเลิกจ้างลูกจ้างเพราะเหตุปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิตการจำหน่าย หรือการบริการ

    • เนื่องจากการนำเครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเหตุ ให้ต้องลดจำนวลูกจ้างลงนายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้
      • แจ้งวันที่จะเลิกจ้าง เหตุผลของการเลิกจ้าง และรายชื่อลูกจ้างที่จะถูกเลิกจ้าง ให้ลูกจ้างและพนักงานตรวจแรงงานทราบล่วงหน้าไม่ น้อยกว่า 60 วัน ก่อนวันที่จะเลิกจ้าง
      • ถ้าไม่แจ้งแก่ลูกจ้างที่จะเลิกจ้างทราบล่วงหน้า หรือแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่าระยะเวลา 60 วัน นายจ้างนายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่ลูกจ้างเท่ากับ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายหกสิบวัน หรือ เท่ากับค่าจ้างของการทำงานหกสิบวันสุดท้าย สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงาน โดยคำนวณเป็นหน่วยค่าชดเชยแทนการบอกกล่าวล่วงหน้านี้ ให้ถือว่านายจ้างได้จ่ายค่าสินจ้างแทน การบอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายด้วย
      • กรณีนายจ้างเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต และลูกจ้างนั้นทำงานติดต่อกันเกิน 6 ปีขึ้นไป ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษเพิ่มขึ้นจากค่าชดเชยปกติ ไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้ายสิบห้าวันต่อการทำงานครบ 1 ปี หรือไม่น้อยกว่าค่าจ้างของการทำงานสิบห้าวันสุดท้ายต่อการทำงานครบ 1 ปี สำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวนเป็นหน่วย แต่ค่าชดเชยนี้รวมแล้วต้องไม่เกินค่าจ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน

กรณี เลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างจะย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่น

    • กรณีเลิกจ้างลูกจ้างเนื่องจากนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบ สำคัญต่อการดำรงชีวิตตามปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว นายจ้างต้องปฏิบัติดังนี้
      • นายจ้างต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน ก่อนวันย้ายสถานประกอบกิจการ ถ้าลูกจ้างไม่ประสงค์จะไปทำงานด้วยให้ลูกจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาจ้างได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากนายจ้างหรือวันที่นายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการ แล้วแต่กรณี โดยลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษไม่น้อยกว่าอัตราค่าชดเชยที่ลูกจ้างพึงมีสิทธิได้รับตามมาตรา 118
      • กรณีนายจ้างไม่แจ้งให้ลูกจ้างทราบล่วงหน้า ให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน หรือเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 30 วันสุดท้ายสำหรับลูกจ้างซึ่งได้รับค่าจ้างตามผลงานโดยคำนวณเป็นหน่วย และต้องจ่ายค่าชดเชยพิเศษหรือค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่างหน้าให้ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ลูกจ้างบอกเลิกสัญญา

ข้อยกเว้นที่นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้

    1. ลูกจ้างลาออกเอง
    2. ทุจริตต่อหน้าที่ เช่น เอาข้อมูลบริษัทไปขาย หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง เช่น ลอบทำร้าย
    3. ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง เช่น เป็นเหตุให้เกิดไฟไหม้บริษัท
    4. ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้าง และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว
    5. ละทิ้งหน้าที่ (ขาดงาน) เป็นเวลา 3 วันทำงานติดต่อกัน ไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตาม โดยไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีการแจ้งให้ทราบ
    6. ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาให้จำคุก
    7. กรณีการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน และนายจ้างเลิกจ้าง ตามกำหนดระยะเวลานั้น เช่น
      • การจ้างงานในโครงการเฉพาะที่มิใช่งานปกติของธุรกิจซึ่งต้องมีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน
      • งานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราว หรืองานเฉพาะกิจ ที่มีระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดของงานที่แน่นอน
      • งานที่เป็นไปตามฤดูกาล และได้จ้างในช่วงเวลาของฤดูกาลนั้นซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีโดยนายจ้างได้ทำสัญญาเป็นหนังสือไว้ตั้งแต่เมื่อเริ่มจ้าง

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน

Scroll Up