การขออนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518

การขออนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. 2518

          ผู้ประกอบกิจการ นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร จะต้องขอใบอนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี และต้องขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมีเสียก่อน แล้วจึงประกอบกิจการได้

คุณสมบัติของผู้ขอใบอนุญาต

    1. เป็นเจ้าของกิจการ
    2. มีถิ่นที่อยู่ หรือสำนักงานในประเทศไทย
    3. มีสถานที่นำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร และสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี
    4. ใช้ชื่อในการประกอบพาณิชย์กิจไม่ซ้ำ หรือคล้ายคลึงกับชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจของผู้รับใบอนุญาตอยู่แล้ว หรือผู้ซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาต หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตยังไม่ครบหนึ่งปี

การขอใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร

กรอกข้อความในแนบท้ายคำขออนุญาตเกี่ยวกับปุ๋ยเคมี (ปค.1)

    • ส่งหลักฐานตามกำหนดท้ายแบบ ปค.1 ได้แก่
      • สำเนาหนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท (กรณีเป็นนิติบุคคล) โดยแสดงชื่อของนิติบุคคล ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล สถานที่ทำการและวัตถุประสงค์
      • สำเนาทะเบียนการค้า หรือทะเบียนพาณิชย์
      • หนังสือมอบอำนาจ กรณีที่มีการมอบอำนาจให้บุคคลเป็นผู้ดำเนินการ (เป็นผู้ถือใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติ) หรือกรณีที่มีการมอบอำนาจให้บุคคลเป็นผู้ดำเนินการ ยื่นเอกสารแทนนิติบุคคล โดยหนังสือมอบอำนาจให้ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคลตามระบุในหนังสือรับรองเป็นผู้มอบอำนาจลงนาม และแสดงสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ผู้รับมอบอำนาจลงนามพร้อมแสดงสำเนาบัตรประชาชน และมีพยานลงนาม 2 คน และติดอากรตามกำหนดในประมวลรัษฎากร (10, 30 บาท)
      • แผนผังสถานที่เก็บปุ๋ยเคมี
      • สำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาหนังสือเดินทางของผู้ขอใบอนุญาต

ระยะเวลาของใบอนุญาต

    • ใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า ให้ใช้ได้สามปีนับแต่วันที่ออก ใบอนุญาต
    • ใบอนุญาตขายหรือมีไว้เพื่อขายปุ๋ยเคมี ให้ใช้ได้หนึ่งปีนับแต่วันที่ ออกใบอนุญาต
    • ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรให้ใช้ได้ตาม ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต แต่มิให้เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
    • ใบอนุญาตนำผ่านซึ่งปุ๋ยเคมี ให้ใช้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ในใบอนุญาต แต่มิให้เกินหกเดือนนับแต่วันที่ออกใบอนุญาต
    • ถ้าผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะขอต่ออายุใบอนุญาต จะต้องยื่นคำขอเสีย ก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ เมื่อได้ยื่นคำขอดังกล่าวแล้ว จะประกอบกิจการต่อไป ก็ได้จนกว่าพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งไม่อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตนั้น
    • การขอต่ออายุใบอนุญาตและการอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

เงื่อนไขสำหรับผู้ขอใบอนุญาตผลิตปุ๋ยเคมีเพื่อการค้า และผู้ขอใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร

    1. จะต้องขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียนปุ๋ยเคมี สำหรับปุ๋ยเคมีที่ ผลิตหรือนำสั่งฯ ให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงจะผลิตและนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักรได้
    2. สำหรับการผลิตและนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีมาตรฐาน 7 ชนิด ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยกเว้นไม่ต้องขอใบสำคัญการขึ้นทะเบียน แต่หากประสงค์ จะผลิตและนำหรือสั่งเข้ามาใน ราชอาณาจักร จะต้องแจ้งขออนุญาตเสียก่อน
    3. เมื่อได้รับการอนุญาตแล้ว จะต้องแจ้งปริมาณการผลิตและการนำหรือสั่งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ทุกงวด 4 เดือน หรือตามหนังสือที่ทางราชการจัดส่งไปสำรวจข้อมูล “ปุ๋ยเคมีมาตรฐาน” หมายความว่า ปุ๋ยเคมีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดสูตรและปริมาณขั้นต่ำหรือขั้นสูงของธาตุ อาหารหรือสารเป็นพิษ และลักษณะจำเป็นอย่างอื่นของ ปุ๋ยเคมีดังกล่าวแต่ละชนิด ซึ่งในปัจจุบันได้ ประกาศกำหนดปุ๋ยเคมีมาตรฐานประเภทเชิงเดี่ยว ต้องมีปริมาณขั้นต่ำหรือขั้นสูงของปริมาณธาตุอาหารรับรองหรือสารเป็นพิษที่ ให้มีในปุ๋ยเคมีมาตรฐานหรือ ลักษณะจำเป็นอย่างอื่นของปุ๋ยเคมีมาตรฐาน ตามชนิดดังต่อไปนี้
      • ปุ๋ยเคมีแอมโมเนียมซัลเฟต ต้องมีปริมาณธาตุไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก ธาตุไนโตรเจนอยู่ในรูปของแอมโมเนียมไนโตรเจน (ammonium nitrogen) มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผลึกหรือเกล็ด โดยไม่มี การเติมสี หรือปรุงแต่งใด ๆ มี ความชื้นไม่เกินร้อยละ3.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมียูเรีย ต้องมีปริมาณธาตุไนโตรเจนทั้งหมด (total nitrogen) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 44 ของน้ำหนักธาตุไนโตรเจนอยู่ในรูปของยูเรียไนโตรเจน (urea nitrogen) มีปริมาณไบยูเร็ต (biuret) ไม่เกินร้อยละ 1.0 ของน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผลึก โดยไม่มีการเติมสี หรือปรุงแต่งใด ๆ มี ความชื้นไม่เกินร้อยละ 3.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมีซูเปอร์ฟอสเฟต ต้องมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในรูปของฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (available P2O5) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนัก และมีลักษณะเป็นเม็ดหรือผง โดยไม่มีการเติมสี และมีปริมาณสารหนู (arsenic) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมีดับเบิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟต ต้องมี ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในรูปของฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (available P2O5) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผง โดยไม่มีการเติมสี และมีปริมาณสารหนู (arsenic) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมีทริบเปิ้ลซูเปอร์ฟอสเฟตต้องมีปริมาณธาตุฟอสฟอรัสอยู่ในรูปของฟอสเฟตที่เป็นประโยชน์ (available P2O5) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 45 ของน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเม็ดหรือผง โดยไม่มีการเติมสี และมีปริมาณสารหนู (arsenic) ไม่เกินร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 9.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมีโพแทสเซียมคลอไรด์ ต้องมี ปริมาณธาตุโพแทสเซียมอยู่ ในรูปของโพแทชที่ละลายน้ำ (watersoluble K2O) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของน้ำหนักมีลักษณะเป็นเม็ดหรือเกล็ดหรือผง โดยไม่มีการเติมสี มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3.0 ของน้ำหนัก
      • ปุ๋ยเคมีโพแทสเซียมซัลเฟต ต้องมีปริมาณธาตุโพแทสเซียมอยู่ในรูปของโพแทชที่ ละลายน้ำ (water soluble K2O) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 48 ของน้ำหนัก มีลักษณะเป็นเม็ดหรือเกล็ดหรือผง ไม่มีการเติมสี มีความชื้นไม่เกินร้อยละ 3.0 ของน้ำหนัก

ระยะเวลาการดำเนินงานและค่าธรรมเนียม

    • ใบอนุญาตนำหรือสั่งปุ๋ยเคมีเข้ามาในราชอาณาจักร ใช้เวลา 1 วันทำการ ค่าธรรมเนียมฉบับละ 1,000 บาท มีอายุตามกำหนดไว้ในใบอนุญาตแต่ไม่เกิน 1 ปี

ยื่นคำขอและหลักฐานประกอบได้ที่

    • ฝ่ายปุ๋ยเคมี ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุเกษตร กรมวิชาการเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900

หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมวิชาการเกษตร  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

Scroll Up