ถามตอบ ว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ลาออก เลิกจ้าง จาก COVID-19

ว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ลาออก เลิกจ้าง จากโรคไวรัสโตวิด-19

          นายจ้างไม่ให้ทํางาน ให้กักตัว 14 วัน เพราะมีเหตุสงสัยหรือควรสงสัยว่าลูกจ้างอาจเป็นโรคไวรัส COVID-19 และไม่จ่ายค่าจ้าง ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างรายวัน ตามที่นายจ้างรับรอง การหยุดงานหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมโรคมีคําสั่งให้กักตัว แต่ไม่เกิน90 วัน (อยู่ระหว่างแก้กฎหมายตามพ.ร.บ.ประกันสังคม ม.79/1)

          ผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย จะต้องมีสถานะความเป็นลูกจ้างและความเป็นผู้ประกันตนยัง ไม่สิ้นสุดลง (ยังไม่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง) และส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนประสบเหตุ หากตรวจสอบข้อมูลแล้ว ครบถ้วนถูกต้องและเป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนด มีสิทธิได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย

ได้รับเงินว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย ในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างที่นําส่งเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 90 วัน (อยู่ระหว่างแก้กฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ประกันสังคม ม.79/1) เมื่อลูกจ้างมีการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนภายใน 15 เดือนก่อนกักตัว และนายจ้างออกหนังสือรับรอง ให้หยุดงาน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณา

กรณีที่บริษัทหยุดประกอบกิจการตามคําสั่งของรัฐ ทําให้ลูกจ้างไม่สามารถทํางานได้ จึงมิใช่การลาหยุดงานปกติ จึงไม่ถือเป็นวันลา

ถ้าในเดือนมีนาคม 2563 มีการจ่ายค่าจ้างมาแล้วก่อนรัฐมีคําสั่งปิด นายจ้างต้องนําส่งเงินสมทบของเดือนมีนาคม 2563 ตามกฎหมาย ทั้งนี้ สํานักงานประกันสังคมได้ขยายระยะเวลาการนําส่งเงินสมทบออกไปอีก 3 เดือน

กรณีผู้ประกันตนมาตรา 38 ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง ได้รับความคุ้มครองต่อ 6 เดือน 4 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย ไม่มีสิทธิได้รับกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย กรณีว่างงานจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือนใน 15 เดือน

หากส่ง เงินสมทบครบ 3 เดือน ไม่ได้รับสิทธิว่างงานเช่นกัน แต่ระหว่างได้รับความคุ้มครอง 6 เดือน หากลูกจ้างติดเชื้อไวรัส COVID-19 สามารถใช้ สิทธิกรณีเจ็บป่วยได้ โดยได้รับการรักษาพยาบาลโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และหากแพทย์ให้พักรักษาตัว จะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ตามมาตรา 57 ครั้งหนึ่งไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน

ผู้ประกันตนมีสถานะเป็นลูกจ้าง และได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการจ่ายประโยชน์ทดแทน กรณีว่างงาน

ผู้ประกันตนมาตรา 39 ได้รับความคุ้มครอง 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ ไม่คุ้มครองกรณีว่างงาน จะไม่ได้รับสิทธิว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย

ผู้ประกันตนมาตรา 40 ไม่มีอาชีพ ไม่ทํางาน ทั้ง 3 ทางเลือก ไม่มีการประกันการว่างงานเช่นกัน จึงไม่มีสิทธิได้รับกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย

ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมาตรา 39 และมาตรา 40 สามารถขึ้นทะเบียนขอรับสิทธิเยียวยาของกระทรวงการคลัง ได้ที่ เว็บไซต์ เราไม่ทิ้งกัน.com หากมีคุณสมบัติตามที่กระทรวงการคลังกําหนด จะได้รับสิทธิดังกล่าว

ผู้ประกันตนสามารถยื่นคําขอรับประโยชน์ทดแทนได้ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่วันที่มีสิทธิ

กรณีนายจ้างจ่ายค่าจ้างถือว่าผู้ประกันตนมีรายได้ จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย และนายจ้างมีหน้าที่หักค่าจ้างเพื่อนําส่งเงินสมทบให้ลูกจ้างตามกฎหมาย

กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินเดือน ลูกจ้างสามารถยื่นคําร้องได้ที่สํานักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ใกล้บ้าน แต่หากลูกจ้างประสบเหตุสุดวิสัยจริง ควรแจ้งให้พนักงานควบคุมโรคทราบ และแจ้งสํานักงานประกันสังคมให้ประสานนายจ้างเพื่อชี้แจงในการออกหนังสือรับรอง

ลูกจ้างยังคงทํางานแต่ไม่ได้รับค่าจ้าง สามารถยื่นคําร้องได้ที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือ สํานักงานสวัสดิการและ คุ้มครองแรงงานทุกจังหวัด

กรณีไม่มีการจ้างงาน และนายจ้างไม่แจ้งออกจากระบบประกันสังคม สํานักงานประกันสังคมมีหน้าที่ติดตามนายจ้างให้ดําเนินการ แจ้งข้อเท็จจริงตามกฎหมาย เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิประโยชน์

สํานักงานประกันสังคมจะพิจารณาจ่ายเงินทดแทนกรณีว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัยในอัตราร้อยละ 62 ของค่าจ้างที่นําส่งเงินสมทบ แต่ไม่เกิน 90 วัน เมื่อลูกจ้างมีการจ่ายเงินสมทบครบ 6 เดือนภายใน 15 เดือน ก่อนรัฐสั่งให้กักตัว และนายจ้างออกหนังสือรับรองให้ หยุดงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการพิจารณา

ไม่มีสิทธิรับเงินทดแทนกรณีว่างงานได้ ซึ่งประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ลูกจ้างจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไข

ลูกจ้างไม่ได้รับสิทธิกรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย เนื่องจากจ่ายเงินสมทบไม่ครบ 6 เดือน ภายใน 15 เดือน การจ่ายค่าจ้างครึ่งหนึ่ง หรือไม่นั้น อยู่ในอํานาจของนายจ้าง ทั้งนี้ ลูกจ้างสามารถลงทะเบียนใช้สิทธิเยียวยาในเว็บไซต์ www.เราไม่ทิ้งกัน.com ได้

นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างกรณีลาป่วย 30 วัน ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานครบ จะต้องยื่นคําร้องต่อสํานักสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และหากลาป่วยเกิน 30 วัน สํานักงานประกันสังคมจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วยตามที่แพทย์สั่งให้หยุดงาน ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ปีละไม่เกิน 180 วัน หากเจ็บป่วยเรื้อรังได้รับไม่เกิน 365 วัน ตามที่แพทย์ให้หยุดพักรักษาตัว

การขึ้นทะเบียนว่างงานผ่าน e-form

การขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่าน www.empui.doe.go.th สําหรับการว่างงานเนื่องจากการลาออกหรือเลิกจ้าง จะต้องยื่นคําขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน e-form ทางอิเล็กทรอนิกส์ บนเว็บไซต์สํานักงานประกันสังคม www.sso.go.th ทุกครั้งโดยผู้ประกันตน จะต้องรายงานตัวผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางานเดือนละ 1 ครั้ง

กรณีว่างงานจากสาเหตุลาออก/เลิกจ้าง ผู้ประกันตนจะต้องรายงานตัวผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน เดือนละ 1 ครั้ง และเมื่อรายงานตัวแล้วเจ้าหน้าที่อนุมัติ จะได้รับเงินหลังจากรายงานตัวทุกครั้ง ภายใน 7 วัน

จะมีข้อความแจ้งทาง e-mail ที่ท่านกรอกในระบบ e-form หากไม่มี e-mail สอบถามได้ที่สํานักงานประกันสังคมที่ท่านแจ้งความประสงค์การยื่นแบบในระบบ e-form ซึ่งสามารถค้นหาช่องทางติดต่อสํานักงานประกันสังคมทั่วประเทศได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th

หากกรอกข้อมูลผิด ไม่สามารถแก้ไขได้ให้กรอกข้อมูลที่ถูกต้องและกดส่งใหม่ สํานักงานประกันสังคมจะดําเนินการกรองข้อมูลโดยใช้ข้อมูลล่าสุดที่ท่านกรอก

การยื่นแบบ e-form ท่านได้กรอกรายละเอียดชื่อและเลขที่บัญชีเงินฝากถูกต้องแล้ว ไม่ต้องส่งเอกสารมาที่สํานักงานประกันสังคม เพราะถือว่าลูกจ้างและนายจ้างได้มีการยืนยันข้อมูล หากข้อมูลไม่ถูกต้อง เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารเพื่อการตรวจสอบภายหลัง

ไม่ต้องกรอกข้อมูลผ่านระบบ e-form เพราะถือว่าท่านได้ยื่นเอกสารขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานแล้ว

หากท่านขึ้นทะเบียนว่างงานแล้วและท่านผ่านการพิจารณาเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย / ลาออก เลิกจ้าง ไม่สามารถรับสิทธิเยียวยา 5,000 บาท จากกระทรวงการคลังได้อีก

นายจ้างสามารถบันทึกแบบหนังสือรับรองฯ ใน e-form ได้ใหม่ โดยระบุวันที่ให้หยุดงานต่อเนื่องจากฉบับแรก ทั้งนี้ ให้ปฏิบัติตามคําแนะนําในการกรอกแบบของนายจ้างอย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้ถูกต้อง

สํานักงานประกันสังคมขอแนะนําให้ดําเนินการ ดังนี้

1.ท่านสามารถพิมพ์รายละเอียดของลูกจ้างตามคําแนะนําการออกแบบใน e-form ของนายจ้าง และ Copy ไปวางได้ที่ละหลายรายการ

2.กรณีที่นายจ้างจัดทําข้อมูลใน excel ซึ่งจะต้องมีรายละเอียดตามที่กําหนดใน e-form ให้ส่งไฟล์ excel ให้กับสํานักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ / จังหวัด / สาขา ทาง e-mail เพื่อให้สํานักงานประกันสังคมอัพโหลดข้อมูล

3.ขณะนี้สํานักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบเพื่อให้นายจ้างอัพโหลดไฟล์ excel ได้เอง เพื่อรองรับกรณีสถานประกอบการ มีลูกจ้างที่ต้องรับรองจํานวนมาก

Scroll Up