ถามตอบ แอปพลิเคชัน “หมอชนะ/MorChana”

ข้อมูลทั่วไปของแอปพลิเคชั่น "หมอชนะ"

      “หมอชนะ” เป็นแอปพลิเคชันที่พัฒนาขึ้นบนเทคโนโลยี GPS และ Bluetooth ที่สามารถติดตามตำแหน่งการเคลื่อนที่ของบุคคลแบบเรียลไทม์เพื่อแสดงตำแหน่งของผู้ใช้กลุ่มเสี่ยง ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โควิด-19 โดยใช้วิธีการสแกน QR Code Check-in ตามสถานที่ต่างๆ โดยระบบฐานข้อมูลจะคำนวณ วิเคราะห์และประมวลผล

    • เพื่อระบุระดับความเสี่ยงของผู้ใช้แอปพลิเคชันแต่ละคน ว่ามีความเสี่ยงติดโรคโควิด-19 อยู่ที่ระดับใด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวผู้ใช้แอปพลิเคชันเองที่จะได้ระมัดระวังตัวมากขึ้น ต่อสถานที่ชุมชนที่ยังเปิดให้บริการ เช่น ตลาด ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา สถานที่ราชการ สถานพยาบาล เป็นต้น
    • เพื่อที่จะได้รับรู้ระดับความเสี่ยงของผู้มาใช้บริการ ต่อบุคลากรทางการแพทย์ที่จะสามารถตรวจรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ถูกวิธีและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และต่อสังคมโดยรวมที่จะช่วยกันทำให้เกิด การป้องกัน เฝ้าระวัง และคาดการณ์การแพร่ระบาดได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลจริงโดยละเอียด
    • เพื่อที่จะได้เตรียมมาตรการรับมือได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการพบเจอบุคคลต่างๆ ที่เราจะได้ทราบข้อมูลทันทีหลังจาก ที่มีการตรวจพบว่า หากมีใครที่เราไปพบเจอปรากฎการติดเชื้อ ระบบจะแจ้งเตือนมาว่าเราเป็นกลุ่มเสี่ยงเพื่อให้เราเฝ้าระวังอาการ หรือกักตัว หรือควรต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค

     แอป “หมอชนะ” เป็นผลลัพธ์ของการผนึกกำลังระหว่าง “ทีมพัฒนาร่วมประชาชน เอกชนและภาครัฐ” นำโดยกลุ่มผู้พัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ ภายใต้ชื่อ “Code for Public” และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการวิเคราะห์ข้อมูลภายใต้ชื่อ “กลุ่มช่วยกัน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสถาบันการศึกษา เครือข่ายโรงพยาบาลและองค์กรสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรธุรกิจจำนวนมาก

รายชี่อทีมพัฒนา

  • สถานศึกษา
    • จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร
    • มหาวิทยาลัยมหิดล
    • มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
    • มหาวิทยาลัยบูรพา
  • หน่วยงานภาครัฐ
    • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • กระทรวงสาธารณสุข
    • สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ
    • สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล
    • ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
    • สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ สํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)
    • สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
    • สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
    • บมจ. กสท โทรคมนาคม
    • บมจ. ทีโอที
    • บจก. ไปรษณีย์ไทย
  • โรงพยาบาล
    • โรงพยาบาลรามาธิบดี
    • โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
    • โรงพยาบาลวชิรพยาบาล
    • โรงพยาบาลภูมิพล
    • สภากาชาดไทย
  • องค์กรเอกชนจากหลากอุตสาหกรรม
    • ด้านการสื่อสารโทรคมนาคม ได้แก่ Dtac AIS และ True
    • ด้านการเงินธนาคาร ได้แก่ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร
    • ด้านเทคโนโลยี ได้แก่ Google บมจ. เอ็ม เอฟ อี ซี บจก. Blockfint บจก. Cleverse บจก. ทรูเวฟ (ประเทศไทย) บจก. Invitrace บจก. เอเทน เทคโนโลยีส์ (ไทยแลนด์) บจก. โกลบเทค (NODSTRA) Longdo Map สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย Sertis
    • ด้านพลังงาน ได้แก่ บมจ. พลังงานบริสุทธิ์
    • ด้านยานยนต์ โลจิสติกส์และก่อสร้าง ได้แก่ บจก. เจแปนคาร์ แอดแซสเซอรี่ แอนด์ พาร์ท บริษัท. ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด บจก. เค.คอนเนค เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย)
    • ด้านบริการสื่อสารและบันเทิง ได้แก่ บมจ. เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ Rabbit Digital Group Likehouse บจก. แมด อะไรดี
    • สื่อมวลชนและกลุ่มพลังอิสระเพื่อสังคม ได้แก่ บมจ. มติชน บมจ. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป สำนักข่าวอิศรา หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และมูลนิธิสะพานบุญ เป็นต้น
  • แม้ว่าในปัจจุบันจะมีระบบ Location Service ที่สามารถติดตามตัวและให้ข้อมูล  เกี่ยวกับการเดินทางของแต่ละบุคคลได้
  • แต่ในขณะนี้เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีข้อจำกัด เรื่องความแม่นยำอยู่ บางครั้งอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของตำแหน่งที่ระบุในระยะตั้งแต่ 10-100 เมตรได้ อีกทั้งยังไม่สามารถติดตามตำแหน่งของบุคคลได้ในแนวดิ่ง หรือตำแหน่งในอาคารที่มีความสูงหลายชั้น
  • นอกจากนี้การติดตามเฉพาะตำแหน่งของ บุคคลไม่สามารถ บ่งชี้ความเสี่ยงได้อย่างถูกต้อง คือ ไม่สามารถระบุได้ว่า ในขณะที่บุคคลเดินทางออกจากบ้านนั้นมีการใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย หรือถุงมือ หรือไม่
  • ดังนั้นการพัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ที่ให้ผู้ใช้แอปพลิเคชัน สแกน QR Code ตามจุดต่างๆ จึงเป็นทางออกของการติดตามการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นทั้งในด้านตำแหน่งและด้านความเสี่ยง

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” จะเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนในสังคม

  • สำหรับประชาชนทั่วไป
    • แอปพลิเคชันนี้จะช่วยทำให้ประชาชนทราบข้อมูลที่แม่นยำและระบบแจ้งเตือนเมื่อเข้าใกล้บุคคลหรือพื้นที่เสี่ยง เพื่อที่จะได้ดำเนินการต่างๆ ให้สอดคล้อง และป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ
    • หากเป็นกรณีที่ผู้ใช้งานมีความเสี่ยงหรือได้รับเชื้อ ก็จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษา หรือประสบปัญหาขั้นตอนล่าช้า เนื่องจากมีข้อมูลอ้างอิงพร้อมทันทีอีกทั้งได้รับข้อมูล และข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เชื่อถือได้
  • สำหรับภาคธุรกิจ
    • แอปพลิเคชันนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการทราบว่าประชาชนที่มาใช้บริการที่ร้านมีความเสี่ยงระดับไหนเพื่อที่จะได้หาทางวางแผนป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อในธุรกิจของตน
    • ทั้งลูกค้า ผู้รับบริการก็สามารถตรวจสอบความเสี่ยงของผู้ให้บริการได้ จึงเป็นเครื่องมือที่ จะช่วยให้ ธุรกิจและผู้ให้บริการสามารถกลับมาดำเนินการได้ภายใต้การบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม
  • สำหรับบุคลากรทางการแพทย์
    • แอปพลิเคชันนี้จะช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถซักประวัติผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีข้อมูลที่เชื่อถือได้ เนื่องจากสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าผู้ป่วยพบใคร และเดินทางไปที่ไหนมาบ้าง
    • รวมถึงทราบล่วงหน้าว่าจะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ กับจำนวนผู้ป่วยที่อาจจะเพิ่มขึ้นอย่างไร
    • ช่วยคงความปลอดภัยของบุคลากร ทางการแพทย์ที่มีจำกัดในภาวะวิกฤต
  • สำหรับสังคมในภาครวม
    • แอปพลิเคชันนี้จะช่วยให้ทุกคนในสังคมปลอดภัยมากขึ้น เราจะได้ใช้ชีวิตกลับสู่ภาวะปกติได้ จากข้อมูลที่ทำให้รับทราบว่าพื้นที่ต่างๆ มีความเสี่ยงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในระดับใด
    • ระบบจะแจ้งเตือนในกรณีที่พบว่าผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน เดินทางไปยังสถานที่เดียวกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในช่วงเดียวกัน ทำให้สามารถลดการแพร่ ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องสังเกตจากการ แสดงอาการป่วยเพียงอย่างเดียว เพราะแค่ได้รับการแจ้งเตือนก็จะรับรู้ถึงความเสี่ยง และสามารถเข้าสู่กระบวนการกักตัวเองเพื่อเฝ้าระวังอาการและตรวจหาเชื้อได้อย่างทันท่วงที ถือเป็นวิธีการป้องปรามการระบาดและบริหารจัดการได้ทันสถานการณ์
  • ไม่ได้บังคับ แต่เป็นการขอความร่วมมือช่วยกันบริจาคข้อมูลเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมีประสทธิภาพ
  • ยิ่งมีข้อมูลจากประชาชนมากเท่าไร ก็จะยิ่งพัฒนาระบบฐานข้อมูลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นเท่านั้น
  • นำไปสู่การเฝ้าระวังและการรักษาได้ทันท่วงที และการยุติสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคได้รวดเร็วขึ้น และประชาชนจะสามารถกลับมาดำเนินชีวิตตามเดิมได้เร็วขึ้นด้วย

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นวาระระดับชาติที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อ “เอาชนะ” ปัญหา ดังนั้น

  • การบริจาคข้อมูลของทุกท่าน ผ่านการใช้แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” และสแกนเพื่อ Check-in เมื่อเดินทางไปยังสถานที่ชุมชนต่างๆ จะทำให้เกิดฐานข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
  • สามารถ อำนวยความสะดวก ช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถตรวจรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที ถูกวิธีและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และสามารถติดตามตัวหรือแจ้งเตือนผู้ใช้แอปพลิเคชัน ที่ได้สัมผัสกับผู้ติดเชื้อในระยะเวลา 14 วันก่อนหน้าที่จะตรวจพบเชื้อให้กักตัวหรือมาเข้ารับการ ตรวจรักษาได้อย่างทันท่วงที
  • เมื่อระบบฐานข้อมูลจากแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ทำให้รู้ว่าประชาชนแต่ละคนเดินทางไปไหนบ้าง และผู้ใช้งานแต่ละคนมีระดับความเสี่ยงที่ จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มากน้อยเพียงใด ก็จะทำให้กระทรวงสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการ และจำกัดวงการแพร่กระจายเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น DDD Care, AOT Airport, SydeKick for ThaiFightCOVID, Covid-Tracker 

 

  • แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” เป็นแอปพลิเคชันที่อาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ในสังคมทั้งภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ ในการช่วยกันจัดทำระบบฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เกี่ยวกับการ แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในวงกว้าง (ระดับประเทศ)
  • ในขณะที่แอปพลิเคชันอื่นๆ เป็นแอปพลิเคชันที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน
  • โดยแอปพลิเคชั่นหมอชนะ นี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ตั้งแต่ติดตามตอนยังไม่ป่วย จนหากป่วยเข้าโรงพยาบาล และจนพ้นระยะ  21 วัน  ทำให้สามารถป้องปรามการระบาดได้มีประสิทธิภาพ ครบวงจร และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน
  • แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” สามารถใช้งานได้ทั้งภาษาไทย
  • ส่วนภาษาอังกฤษจะมีใน version ถัดไป จึงทำให้ชาวต่างชาติสามารถใช้งานแอปพลิเคชันนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา แต่ต้องทำการลงทะเบียนผ่านหมายเลขโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยเท่านั้นจึงจะสมัครเข้าใช้งานได้
  • ทุกคนที่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟนควรใช้แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” แม้จะไม่ได้ออกจากบ้านเลยก็ตาม เนื่องจากแม้ว่าตัวท่านอาจจะไม่ได้ออกจากบ้าน แต่คนในครอบครัวอาจเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ตลอดจนท่านอาจได้พบปะกับแขกหรือบุคคลภายนอกครอบครัวที่มาเยี่ยมเยียน
  • ดังนั้นหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของท่านหรือบุคคลที่ท่านได้พบปะ ท่านจะได้รับการแจ้งเตือนให้ไปเข้ารับการตรวจรักษาได้อย่างทันท่วงที
  • นอกจากนี้ข้อมูลการอยู่บ้านของท่านยังเป็นประโยชน์กับฐานข้อมูลของแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” เนื่องจากแสดงให้เห็นว่ามีประชาชนทั้งหมดกี่คนที่มีความเสี่ยงต่ำ
  1. ประชาชนทุกคน รู้ความเสี่ยงของตนเอง รู้วิธีปฏิบัติตนที่ถูกต้อง โดยดูจากค่าสีบนแอป ทำให้เฝ้าระวังสังเกตอาการตนเองและเข้ารับการตรวจรักษาได้ทันท่วงที
  2. บุคลากรทางการแพทย์ สามารถคัดกรอง ทราบประวัติเสี่ยงผู้มารับการตรวจ ช่วยให้จัดการกับกลุ่มเสี่ยงหรือผู้ป่วยยืนยันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น
  3. ภาคเอกชน และหน่วยงานที่ให้บริการ ตรวจสอบผู้มาใช้บริการได้ ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการแพร่ระบาดในอาคาร ห้างร้าน สถานที่ สร้างความมั่นใจให้กับทั้งผู้ประกอบการและผู้มาใช้บริการ ทำให้ธุรกิจและบริษัทสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้
  4. ภาครัฐ ง่ายต่อการติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วย และควบคุมการกระจายของโรค

วิธีการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน "หมอชนะ"

สามารถใช้งานได้บนโทรศัพท์สมาร์ทโฟนทุกระบบปฏิบัติการ Android และ IOS(iPhone)

ตอนนี้ทางทีมงานวางแผนในส่วนของระบบที่จะ Print out QR code มาให้กับบุคคลที่ไม่ได้มี smart phone ซึ่งทีมงานกำลังเร่งพัฒนาแล้วจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

  • เข้าไปที่ Settings > Advanced Settings > Security
  • หา Download แอปs from unknown sources > Install แอปs from unknown sources
  • กด Enable

วิธีการใช้งานแอปพลิเคชัน "หมอชนะ"

แอปหมอชนะ จะเก็บข้อมูลตำแหน่งของบุคคล โดยใช้ GPS Location และระบบ Bluetooth ร่วมกับ      การสแกน QR Code เพื่อเช็คอินตามสถานที่ต่างๆ โดยแอปหมอชนะจะบ่งบอกสถานะค่าสีของผู้ใช้งานว่าอยู่ในระดับเสี่ยงสีใด และมีการปฏิบัติตนอย่างไร 

 

ข้อมูลเพิ่มเติม

    • แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” จะเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามเพื่อประเมินความเสี่ยงของผู้ใช้แอปพลิเคชัน    ในเบื้องต้น เพื่อแบ่งผู้ใช้แอปพลิเคชันออกเป็น 4 กลุ่มตามระดับความเสี่ยง คือ สีเขียว สีเหลือง สีส้ม และสีแดง เรียงจากความเสี่ยงน้อยไปมากตามลำดับ
    • ในระยะต่อไป เมื่อผู้ใช้แอปพลิเคชันเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ แล้วมีการสแกน QR Code เพื่อ Check-in จะทำให้เกิดการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่สมบูรณ์มากขึ้นซึ่งจะทำให้สามารถปรับระดับความเสี่ยงของผู้ใช้แอปพลิเคชันได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
    • โดยในระยะแรก การสแกนจะยังคงเป็นในรูปแบบ Phone-to-phone คือ ใช้โทรศัพท์เครื่องหนึ่งแสกน QR Code จากจอโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งก่อน เพื่อความปลอดภัยและเที่ยงตรงของข้อมูล เพราะ QR Code ในโทรศัพท์จะมีอายุอยู่ได้เพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้น
    • แต่ในระยะต่อไปตามสถานที่ต่างๆ จะมี Static QR Code ที่ปริ้นท์ออกมาให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันสามารถสแกนได้ทันที รวมทั้ง QR Code ที่ปริ้นท์ออกมาสำหรับประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ตโฟน
    • ดังนั้น ในระยะแรกที่แอปพลิเคชันเปิดใช้งาน อาจจะต้องขออภัยในความไม่สะดวกมาล่วงหน้าที่ผู้ใช้แอปพลิเคชันอาจจะต้องต่อคิวเพื่อสแกน QR Code เมื่อจะเข้าไปใช้บริการตามสถานที่ต่างๆ จากโทรศัพท์พนักงานของสถานที่นั้นๆ ก่อน
    • ข้อมูลการเดินทางของผู้ใช้แอปพลิเคชัน ประกอบกับการทำแบบสอบถาม จะทำให้เกิดฐานข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และสามารถแบ่งผู้ใช้แอปพลิเคชันออกเป็นกลุ่มตามความเสี่ยงได้ เมื่อใดก็ตามที่ปรากฏข้อมูลว่าผู้ใช้งานได้เดินทางไปยังสถานที่เดียวกับผู้ป่วยยืนยัน ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าของเครื่องผู้ใช้งานโดยตรงเพื่อแจ้งว่าขณะนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงและแนะนำให้กักตัวเฝ้าระวังอาการ พร้อมกับให้ข้อมูลสำหรับปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหรือให้เข้ามารับการตรวจรักษาที่สถานพยาบาล โดยจะมีการร้องขอให้กรอกข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติม เพื่ออำนวยความสะดวกในการซักประวัติสำหรับบุคลากรทางการแพทย์
  • แล้วแต่ผู้ใช้งานเลือกที่จะกด share location หรือไม่
  • แต่หากเปิดการ share location จะทำให้ได้ข้อมูลมาวิเคราะห์และแจ้งเตือนได้แม่นยำมากขึ้น
  • ติดต่อที่ LINE Official: @ThaiAlert_Support 
  • โทร. 1111 ศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน
  • GPS เพียงอย่างเดียวไม่สามารถระบุพิกัดได้แม่นยำเพียงพอ อาจทำให้มีระยะคลาดเคลื่อนได้ ไม่สามารถระบุตำแหน่งภายในอาคารได้อย่างแม่นยำ และไม่สามารถระบุความเสี่ยงของ บุคคลที่อยู่ใกล้เคียงได้
  • เทคโนโลยี Bluetooth จึงถูกนำมาใช้เพื่อปิดข้อจำกัดนี้ ทำให้แอปพลิเคชันสามารถระบุบุคคลและระยะเข้าใกล้ (ระยะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ) ได้แม่นยำกว่า ทั้งภายในและนอกอาคาร
  • ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยู่ในสถานะเสี่ยงขนาดไหน
  • หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยงระบบจะขึ้นให้ตอบ คำถามตามความถี่ที่เหมาะสม
  • หากผู้ใช้งานลงทะเบียนการใช้แอพด้วยเบอร์มือถือ แม้จะลงหลายเรื่อง หรือเปลี่ยนเครื่องลงระบบใหม่ แต่เบอร์เดิมนั้นจะเป็นตัวเก็บข้อมูลให้กับผู้ใช้งานตลอดการใช้เบอร์เดิม
  • หากเปลี่ยนเบอร์ แต่ตอน log-in ยังเป็นเบอร์เดิม ระบบก็ยังบันทึกการเดินทางและประวัติ การพบเจอบุคคลทุกคนตามเบอร์เดิม

การ Check-in

ไม่ได้ การเช็คอินนั้นต้องสัมพันธ์กับเวลาเพื่อการระบุว่าช่วงเวลานั้นๆ ได้พบเจอกับกลุ่มเสี่ยงหรือไม่

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” เกิดจากความร่วมมือกันของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าตามสถานที่ต่างๆ จะมีจุด Check-in อย่างทั่วถึงและเพียงพอต่อการพัฒนาฐานข้อมูลที่เที่ยงตรงแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็อยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้ร่วมกันสแกน QR Code เพื่อ Check-in ตามจุดต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวประชาชนเอง ตลอดจนต่อบุคลากรทางการแพทย์ และสังคมในภาครวม แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” จะช่วยหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ ทำให้ทุกคนสามารถกลับไปให้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น และช่วยประเทศชาติให้ผ่านพ้นวิฤติทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างรวดเร็วขึ้นแน่นอน

ความเสี่ยง

  • สีเขียว หมายถึง ความเสี่ยงต่ำมาก ใช้ชีวิตตามปกติ แต่อย่าลืมทำตามข้อกำหนดของกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด
  • สีเหลือง หมายถึง ความเสี่ยงต่ำ ใช้ชีวิตตามปกติ แต่ก็ต้องระมัดระวังและทำตามข้อกำหนดของ กรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัด
  • สีส้ม หมายถึง ความปานกลาง กักตัวอยู่บ้านให้ครบ 14 วัน โดยเฝ้าระวังสำรวจอาการตัวเอง หากมีอาการควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
  • สีแดง หมายถึง ความเสี่ยงสูงมาก อาจเพราะมีอาการป่วย มีประวัติการเดินทางไปต่างประเทศหรือ มีประวัติใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ถ้าอยู่ในกลุ่มนี้ คุณจะต้องรีบไปโรงพยาบาล เพื่อตรวจเช็คทันที

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” จะแบ่งผู้ใช้แอปพลิเคชันออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

  • สีเขียว สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งเป็นคนที่ไม่มีอาการ ไม่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิด ผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา
  • สีเหลือง สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงต่ำ ซึ่งอาจจะมีอาการไข้หวัด แต่ไม่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา หรือเคยอยู่ในสถานที่เดียวกับผู้ป่วยยืนยันแต่อยู่ในคนละช่วงเวลา ถ้าผู้ใช้งานอยู่ในกลุ่มนี้ เมื่อครบ 14 วันและไม่มีอาการ ก็จะกลับไปเป็นสีเขียว
  • สีส้ม สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงปานกลาง เพราะเป็นคนที่มีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา แต่ไม่แสดงอาการหรือมีอาการไม่เด่นชัด เช่น มีไข้ แต่ไม่ไอ เป็นต้น ถ้าผู้ใช้งานอยู่ในกลุ่มนี้ จะต้องกักตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค เช่น อยู่กับบ้านจนครบ 14 วัน พร้อมทั้งเฝ้าระวัง ถ้ามีอาการ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
  • สีแดง สำหรับบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะทั้งมีอาการ และมีประวัติไปต่างประเทศ หรือใกล้ชิดผู้มีความเสี่ยงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ถ้าผู้ใช้งานอยู่ในกลุ่มนี้ ท่านจะต้องรีบไป รพ. ทันที

หากพบว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูง (สีแดง) แนะนำให้กักตัวอยู่ที่บ้าน และหากได้รับการ แจ้งเตือนให้มารับการตรวจรักษาให้ดำเนินการกรอกข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการซักประวัติก่อนเข้ารับการตรวจรักษาจริง และควรรีบไปสถาน พยาบาล โดยเร็วที่สุด โดยสวมอุปกรณ์ป้องกัน คือ หน้ากากอนามัย และถุงมือ เพื่อจำกัดวงการ แพร่กระจายของไวรัสโควิด-19

กลุ่มเสี่ยงปานกลาง (สีเหลือง) ในเบื้องต้นจะมีการแจ้งเตือนให้ดำเนินการกักตัวเป็นเวลา 14 วันเพื่อเฝ้าระวังอาการและจะมีการแจ้งเตือนให้ทราบถึงความคืบหน้าในอาการของบุคคลใกล้ชิด ซึ่งติดเชื้อหรือมีความเสี่ยงสูงอย่างต่อเนื่อง กลุ่มเสี่ยงต่ำ (สีเขียว) สามารถใช้ชีวิตประจำวันเหมือนปกติ โดยเว้นระยะห่างทางสังคมและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดการติดต่อของโรคได้

บุคคลในกลุ่มนี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและรวดเร็ว โดยกลุ่มที่เข้าข่ายว่ามีความเสี่ยง จะได้รับการติดต่อจากกองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขโดยตรง เพื่อแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับความเสี่ยงและแนะนำวิธีการปฏิบัติตนที่เหมาะสม ซึ่งรวมถึงการติดตามเฝ้าระวังเป็นกรณีพิเศษหรือหากต้องรับเข้ารับการรักษา โดยทุกขั้นตอนที่ดำเนินการมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่มีความเสี่ยงได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งตัวผู้มีความเสี่ยงเอง รวมไปถึงบุคคลใกล้ชิด และบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ได้เป็นการคัดแยกบุคคลเพื่อสร้างความแตกตื่นในสังคมหรือนำไปสู่การเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

เมื่อพบว่ามีผู้ที่มีความเสี่ยงสูงมาติดต่อสถานที่ที่ร่วมมือกับแอปพลิเคชั่น“หมอชนะ” จะย้ำเตือนให้ผู้มีความเสี่ยงสูงปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เช่นการกักกันตนเอง การเข้ารับการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลตลอดจนการใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรค พร้อมกับกำชับการสวมหน้ากากอนามัยโดยอาจงดเว้นการให้บริการเพื่อป้องกันความเสี่ยง ที่อาจเกิดขึ้น

ข้อมูลผู้ใช้งาน/ข้อมูลบนแอปพลิเคชั่น "หมอชนะ"

ข้อมูลจะถูกแบ่งเป็นสองส่วน

  1. ส่วนที่ใช้ในการวิเคราห์จะถูกตัดข้อมูลที่จะระบุตัวตนออก เพื่อให้ใช้ในการวิเคราะห์เท่านั้น
  2. ข้อมูลส่วนที่ระบุตัวตนได้นั้น จะถูกเก็บไว้โดย DGA และนำมาใช้เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้งาน

แอป “หมอชนะ” ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่าย และมุ่งประสิทธิผลในการคัดกรองความเสี่ยง โดยไม่ให้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและข้อมูลส่วนบุคคล ดังนั้น

  • แอปพลิเคชันจะลงทะเบียนแบบนิรนาม โดยมีการถ่ายภาพของผู้ใช้แต่จะเก็บในโทรศัพท์ส่วนตัว ส่วนข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ ซึ่งระบบขอให้กรอกเพื่อประโยชน์ในการระบุตัวตนกับหน่วยงานสาธารณสุขจะถูกเก็บแยกจากข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้งาน
  • นอกจากนี้ คณะร่วมอาสาสมัครยังได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จัดตั้งกรรมการอิสระเพื่อดูแลความปลอดภัยของข้อมูล โดยข้อมูลจะถูกลบทิ้งภายใน 30 วันหลังจากระบบเริ่มได้รับข้อมูล และข้อมูลทั้งหมดจะถูกทำลายทิ้งเมื่อผ่านวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แล้ว
  • อีกทั้ง การโค้ดแอปยังมีลักษณะเป็น ‘โอเพ่นซอร์ส (Open Source)’ เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และง่ายต่อการส่งต่อไปยังระบบอื่น ๆ เพื่อขยายผลต่อไปอีกด้วย

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” พัฒนาขึ้นโดยกลุ่มประชาชนอิสระที่มีความรู้ความชำนาญด้านซอฟต์แวร์ และกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้การสนับสนุนในแง่การดำเนินงานต่างๆ เพื่อร่วมมือกันหยุดยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ใช่แอปพลิเคชันที่จัดทำโดยรัฐบาลฝ่ายเดียว นอกจากนี้แอปพลิเคชันจะขอข้อมูลเบื้องต้นในการใช้งานเพียง 2 อย่าง คือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และรูปภาพของผู้ใช้งานเท่านั้น และยังมีการแยกการจัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลประมวลผล (ตำแหน่งของผู้ใช้แอปพลิเคชัน) กับฐานข้อมูล (ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์และรูปภาพ) ของผู้ลงทะเบียน ผู้ใช้แอปพลิเคชันทุกรายสามารถใช้งานแอปพลิเคชันได้แบบนิรนาม (Anonymous) และไม่มีใครสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้แอปพลิเคชันนี้ได้ โดยข้อมูลจะถูกทำลายทันทีหลังจากที่แอปพลิเคชันได้รับข้อมูลมา 30 วัน

การเก็บข้อมูล แยกกันระหว่าง I. ข้อมูลประมวลผล (แอปlication Server) กับ II. ฐานข้อมูล

(Database Server) ที่เก็บข้อมูลผู้ลงทะเบียน o ฐานข้อมูล (Database Server) จะถูกท าลายทิ้งทันที เมื่อเสร็จภารกิจ ผู้ใช้มั่นใจได้ว่าข้อมูลนี้จะไม่ถูกน าไปใช้ในวัตถุประสงค์อื่น o ปอ้งกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

ผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน และรัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ได้ เนื่องจากแอปพลิเคชันจะเก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานน้อยที่สุด โดยใช้เพียง 2 อย่าง คือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และรูปภาพของผู้ใช้งานเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการแยกการ จัดเก็บข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ และข้อมูลตำแหน่งของผู้ใช้แอปพลิเคชัน ทำให้ผู้ใช้แอปพลิเคชันทุกรายสามารถลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชันได้แบบไม่ระบุตัวตน (Anonymous) นั่นคือ ไม่จำเป็นต้องใช้ชื่อจริงหรือหมายเลขบัตรประชาชน       

ทั้งผู้ พัฒนา แอปพลิเคชัน และรัฐบาลจะไม่สามารถระบุตัวตนของผู้ใช้งานได้ ยกเว้นกรณีที่มีการตรวจพบว่าผู้ใช้บริการเคยสัมผัสกับผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันจึงจะสามารถดึงข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ให้เชื่อมกับข้อมูลตำแหน่งได้ เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้บริการที่มีความเสี่ยงมาตรวจรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งจะมีการขอให้ กรอกข้อมูลส่วนตัวเพิ่มเติมเมื่อพบว่าเป็นผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อแล้วเท่านั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการเตรียมอุปกรณ์การตรวจรักษาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ข้อมูลทั้ง 2 ส่วนจะถูกจัดเก็บในระบบคลาวด์ (Cloud) ซึ่งจะมีคณะกรรมการที่ได้รับการจัดตั้งจาก 3 ภาคส่วน คือหน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน/ประชาชน และกลุ่มนักวิชาการ เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยของข้อมูล

ฐานข้อมูล (Database Server) ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลตำแหน่งและข้อมูลส่วนตัว (ในกรณีที่เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัส โควิด-19 ซึ่งจะได้รับการร้องขอให้กรอกข้อมูล ส่วนตัวเพิ่มเติม) จะถูกทำลายทิ้งทันทีเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ ดังนั้นข้อมูลของผู้ใช้งานจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อ วัตถุประสงค์อื่น เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ใช้ระบบ Crowdsourcing ข้อมูลจากประชาชนเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือขึ้นมา ข้อมูลที่ปรากฎบนแอปพลิเคชันจึงเป็นข้อมูลที่มาจากประชาชนโดยตรง ดังนั้น ยิ่งถ้ามีประชาชนใช้งานแอปพลิเคชันนี้มากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งมีฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และร่วมกันบริจาคข้อมูลเพื่อสังคม ให้เราทุกคนได้ข้อมูลอย่างเที่ยงตรงที่สุด เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ขึ้นมา จึงทำให้แน่ใจได้ว่า ฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันที่ใช้ในการวิเคราะห์นี้จะสามารถเข้าถึงและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเป็นหนึ่งในพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ขึ้นมา จึงทำให้แน่ใจได้ว่า ฐานข้อมูลของแอปพลิเคชันที่ใช้ในการวิเคราะห์นี้จะสามารถเข้าถึงและถูกนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

แอปพลิเคชันถูกออกแบบขึ้นมาให้ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บในโทรศัพท์เพียง 31 MB นอกจากนี้ เนื่องจากแอปพลิเคชันถูกออกแบบมาสำหรับใช้สแกนเมื่อเดินทางออกจากบ้านเท่านั้น ไม่ได้เปิดทิ้งไว้ตลอดเวลา จึงทำให้ไม่เปลืองแบตเตอรี่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการทำงานของโทรศัพท์มือถือแต่ละรุ่นด้วย เนื่องจากเราส่งข้อมูลที่จำเป็นเท่านั้น จึงใช้ข้อมูลอินเตอร์เนตที่น้อย

การเข้าร่วมใช้งานแอปพลิเคชัน “หมอชนะ” สำหรับสถานประกอบการ

  • แจ้งให้พนักงานในองค์กรดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
    • โดยเสิร์ชคำว่า “หมอชนะ” หรือ “Mor Chana” ได้ทั้งใน App Store (iPhone) และ Play Store (Android)
    • https://morchana.app.link/download
  • เผยแพร่ข้อมูลหรือสื่อประชาสัมพันธ์ของแอปพลิเคชัน “หมอชนะ”
    • ข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ภาพยนตร์โฆษณา ภาพนิ่ง และข้อความประชาสัมพันธ์ต่างๆ ดาวน์โหลดได้ที่ shorturl.at/afinT
    • อาร์ตเวิร์คเพื่อผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ ณ จุดเช็คอิน (POSM) เช่น Tent card หรือ Standee ดาวน์โหลดได้ที่ shorturl.at/fmGQS
  • ติดตั้งจุดสแกนเช็คอิน คิวอาร์โค้ด (QR Code) ที่ทางเข้าสถานที่ ร้านค้า อาคารสำนักงาน ฯลฯ
    • โดยเจ้าของสถานที่สามารถเข้าไปสร้าง Static QR Code ให้กับสถานที่ของตนได้ด้วยตนเองที่ dgashopqr.morchana.in.th
    • สามารถสร้างได้มากกว่า 1 Location เช่น มีทางเข้าหลายทาง

          Static QR Code สำหรับสถานที่ต่างๆ นั้นมีไว้สำหรับ ห้างร้าน ร้านค้า อาคารสถานที่ และสถานที่สาธารณะต่างๆ เพื่อเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยงในการแพร่ระบาด โดยเจ้าของสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างร้าน อาคารสำนักงาน บริษัทต่างๆ สามารถพิมพ์ Static QR code ขององค์กรไว้ที่ทางเข้าออก แล้วให้ผู้ที่ต้องการใช้สถานที่ช่วยกัน scan Static QR code เพื่อ เช็คอิน ก่อนเข้าพื้นที่ ซึ่งหากในภายหลังพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อเคยมาที่สถานที่ดังกล่าว ข้อมูลที่ได้จากการเช็คอินนี้ จะช่วยทำให้ระบบสามารถแจ้งเตือนย้อนหลังไปยังผู้ใช้งานที่เคยเช็คอินที่จุดเดียวกันกับผู้ติดเชื้อได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

         การ เช็คอิน Static QR code จะยิ่งมีประโยชน์มากกับการใช้งานรถโดยสารสาธารณะ ตัวอย่างเช่น รถตู้ เพราะสามารถติด Static QR Code ที่รถตู้แต่ละคัน และถ้าผู้โดยสารกับพนักงานประจำรถทุกคนร่วมมือกัน Scan Static QR Code ก่อนขึ้นรถ ระบบก็จะสามารถตรวจสอบกลับมาได้ว่าใครขึ้นรถคันนั้นบ้าง โดยโมเดลเดียวกันนี้ สามารถนำมาใช้ในระบบเดินทางสาธารณะแบบอื่นได้ไม่ว่าจะขนาดใหญ่หรือเล็ก เช่น รถไฟฟ้า รถใต้ดิน เรือโดยสาร แท็กซี่ ฯลฯ

          จึงอยากขอความร่วมมือองค์กรและสถานที่ต่างๆในการ ติด Static QR Code ของแอปพลิเคชันหมอชนะ ก่อนที่จะให้ประชาชนเข้าสถานที่ หรือระบบการเดินทางโดยสารสาธารณะ  และขอความร่วมมือผู้ใช้แอปพลิเคชันหมอชนะช่วยกันคนละไม้คนละมือในการช่วยกัน Scan Static QR Code ของสถานที่หรือระบบโดยสารสาธารณะตามจุดต่างๆที่มีบริการด้วย

  • ผู้ประกอบการ ร้านค้า โดยเฉพาะธุรกิจรายย่อย อาคารสำนักงาน ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และสถานที่สาธารณะต่างๆ ทั้งเอกชนและหน่วยงานรัฐ สามารถเข้าไปสร้าง Static QR Code ให้กับสถานที่ของตนได้ที่ dgashopqr.morchana.in.th 
  • โดย login และรับ password ผ่านทางเบอร์โทรศัพท์ของตน (OTP) เพื่อเข้าไปสร้าง Static QR code ได้ด้วยตนเอง
  • สามารถสร้างได้มากกว่า 1 location เช่น  มีทางเข้าหลายทาง  

ในปัจจุบันระบบยังไม่ได้มีการพัฒนาในส่วนการแจ้งเตือนไปยังสถานที่ แต่ถ้าหากได้รับการติดต่อจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แนะนำให้ปฎิบัติตามคำแนะนำและมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด เช่นอาจจะปิดสถานที่เพื่อทำความสะอาดและเปิดให้บริการเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เป็นต้น

ประเด็นอื่น ๆ

รัฐบาลได้ทำหน้าที่ในทุกส่วนอย่างเต็มที่ และมีการดูแลจัดสรรงบประมาณสำหรับสถานที่และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ให้ปลอดภัย ในขณะเดียวกัน ระบบฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพก็เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราทุกคนร่วมกันหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และหากมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำจากแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” ก็จะสามารถช่วยปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นรัฐบาลจึงเห็นว่าการสนับสนุนการพัฒนาแอปพลิเคชันนี้จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ทุกภาคส่วนต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ได้ดียิ่งขึ้น

ในการพัฒนาส่วนของ mobile application เราใช้ platform open source ซึ่งต่อยอดเรื่องเทคโนโลยีได้ ซึ่งความเร็วเป็นเรื่องสำคัญ ส่วนเทคนิคยากๆ เมื่อทักกลุ่มอาสาที่เชี่ยวชาญ   จึงไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ 

เราคาดหวังว่าประชาชนทุกคนจะร่วมช่วยกันให้ข้อมูลเพื่อหยุดการกระจายของเชื้อไวรัสโควิด(เราไม่ได้คาดหวัง แต่ต้องการกระตุกต่อมความคิด ให้ทุกคนดาวโหลด)

แอปพลิเคชัน “หมอชนะ” ใช้ระบบ Crowdsourcing ข้อมูลจากประชาชนเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือขึ้นมา ข้อมูลที่ปรากฎบนแอปพลิเคชันจึงเป็นข้อมูลที่มาจากประชาชนโดยตรง ดังนั้น ยิ่งมีประชาชนใช้งานแอปพลิเคชันนี้มากเท่าไร ก็จะยิ่งมีฐานข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน และร่วมกันบริจาคข้อมูลเพื่อสังคม ให้เราทุกคนได้ข้อมูลอย่างเที่ยงตรงที่สุด เพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

จนกว่าจะมีประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานสาธารณสุขที่รับผิดชอบทั้งในประเทศไทยและระดับสากลว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดยุติ ซึ่งหลังจากนั้นจะทำการทำลายข้อมูลทิ้งโดยมีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบ

แอปพลิเคชันในลักษณะ Contact Tracing เช่นเดียวกับ “หมอชนะ” ถูกนำไปใช้งานโดยรัฐบาลสิงคโปร์ และช่วยให้การติดตามตัวผู้รับเชื้อและผู้มีความเสี่ยงมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และนำไปสู่การควบคุมการแพร่ระบาดที่มีประสิทธิภาพขึ้นตามมา

  • AOT ใช้ติดตามเฉพาะกลุ่มผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ
  • DDC-Care ใช้ติดตามเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยหรือสัมผัสผู้ป่วยในประเทศ ในช่วงระยะเวลาที่กรมควบคุมโรคกำหนด
  • หมอชนะ ใช้สำหรับประชาชนทุกคน เป็นแอปที่ทำหน้าที่เหมือนอัพเดตข้อมูลการเดินทางประจำวันของผู้ใช้งาน ซึ่งทำให้สามารถตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงให้กับผู้ใช้งานทุกคน ซึ่งหากระบบตรวจพบว่ามีประวัติการเดินทางที่เข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยก็จะสามารถคัดกรอง ค้นหาย้อนหลัง แจ้งเตือน ให้คำแนะนำ และแจ้งให้ไปรับการตรวจรักษาได้อย่างทันท่วงที

ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ใช้แอปหมอชนะ เพราะนอกจากจะเป็นตัวช่วยให้ประชาชนผู้ใช้งานได้รับรู้ความเสี่ยงของตน และได้รับคำแนะนำ ตลอดจนการดูแลรักษาอย่างทันท่วงทีแล้ว การดาวน์โหลดใช้งานอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จะทำให้มีข้อมูลในระบบมากเพียงพอที่จะช่วยให้เจ้าหน้าที่และบุคคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทำงานติดตาม ควบคุม และต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ง่ายขึ้น

Scroll Up