มาตรการเยียวยาช่วยเหลือผลกระทบ COVID-19 จากภาครัฐ

มาตรการเยียวยาด้านเศรษฐกิจ​

สาธารณูปโภค

แรงงาน

  • ผู้ประกันตนมาตรา 33 / และนายจ้างมาตรา 33
    จากอัตราร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 4 ของค่าจ้าง
  • ผู้ประกันตนมาตรา 39 (ผู้ประกันตนเองโดยสมัครใจ)
    จากปัจจุบันจ่าย 432 บาทต่อเดือน เป็น 336 บาทต่อเดือน
  • ระยะเวลา
    ระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม – สิงหาคม 2563

  • ตรวจสอบสิทธิประโยชน์ การเป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศแก่แรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแพร่ระบาด หากเป็นสมาชิกฯ มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนเนื่องจากโรคระบาด ซึ่งทางการของประเทศของประเทศนั้นๆ ประกาศกำหนดแล้ว จำนวน 15,000 บาท
  • จัดหางาน ตำแหน่งงานว่าง 81,562 อัตรา และจ้างบัณฑิตจบใหม่มาเป็นผู้ประสานงานโครงการของกระทรวงแรงงานในระดับพื้นที่
  • พัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงาน จากเดิม 70,000 คน ฝึกอบรมเพิ่มอีก 30,000 คน รวมฝึกได้ทั้งสิ้น 100,000 คน
  • พัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงานนอกระบบ จากเดิม 100,000 คน ฝึกอบรมเพิ่มอีก 20,000 คนรวมฝึกได้ทั้งสิ้น 120,000 คน
  • โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานตามข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสำนักงานประกันสังคมและธนาคารพาณิชย์ โดยให้สถานประกอบกิจการยื่นขอสินเชื่อในดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาด วงเงิน 30,000 ล้านบาท สิ้นสุดโครงการเดือนธันวาคม 2563
  • ค่าบริการทางการแพทย์ อยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาร่วมกัน 3 กองทุนสุขภาพ (สปส. สปสช. และกรมบัญชีกลาง) สำหรับการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เพิ่มให้กับสถานพยาบาลที่ให้การรักษาผู้ประกันตนที่ป่วยด้วยโรคCOVID –19 ให้ได้รับบริการอย่างทั่วถึงและเพียงพอ

มาตรการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

  • เร่งรัดให้ทุกส่วนราชการจัดประชุมและสัมมนาภายในประเทศ 3 เดือน คือ เดือนเมษายน ถึง มิถุนายน 2563 เพื่อพยุงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
  • โดยการขอความร่วมมือให้ทุกส่วนราชการ เร่งการใช้จ่ายงบประมาณปี 2563 ส่งปฏิทินการจัดประชุมและสัมมนาดังกล่าว ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

การศึกษา

  • พิจารณาลดค่าเช่าพื้นที่แก่ผู้ประกอบการรายย่อยลง เป็นระยะเวลา 6 เดือน
  • พิจารณาลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ของสถาบันอุดมศึกษาที่เรียกเก็บจากนักศึกษาใน ภาคการศึกษาที่จะถึงนี้เป็นกรณีพิเศษ
  • พิจารณาปรับลดค่าตอบแทน ค่าเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในการบริหารลง
    พิจารณาการจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงภาวะวิกฤติ
  • ให้อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย และอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค รวมทั้งเขตอุตสาหกรรม ซอฟต์แวร์ประเทศไทย และเมืองนวัตกรรมอาหาร พิจารณาปรับลดค่าบริการต่างๆ ที่เรียกเก็บจาก SMEs, Start up และประชาชนทั่วไปเป็นกรณีพิเศษ
  • พิจารณากำหนดมาตรการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากเหตุการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติมตามความเหมาะสมต่อไป

ที่มา https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/870445

มาตรการของกระทรวงยุติธรรม

ช่วยลูกหนี้ ชะลอยึดทรัพย์ 3 เดือน : มาตรการช่วยเหลือเยียวยา – “ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชั้นบังคับคดี” ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19

 

ลูกหนี้ตามคำพิพากษาชั้นบังคับคดีจะได้รับการเยียวยาบรรเทาความเดือดร้อน เป็นคดีที่ศาลพิพากษาแล้ว แต่รอบังคับคดี เพราะคนเป็นลูกหนี้ไม่มีเงินจ่าย ต้องบังคับคดียึดทรัพย์มาขายทอดตลาด มาใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ เช่น หนี้งวดรถ/คดี กยศ.กู้ยืมเรียน)

  1. คดีที่ยังไม่ได้ตั้งเรื่องบังคับคดีหรือยังไม่ยึดทรัพย์ลูกหนี้ : เจ้าหนี้ “ชะลอไม่บังคับคดี-ไม่ยึด เป็นระยะเวลา 3 เดือน” (ยกเว้นคดีที่การบังคับคดีใกล้จะพ้นระยะเวลา 10 ปี หรือเกรงว่าทรัพย์ที่สืบมาได้ลูกหนี้อาจจะขาย/โอน)
  2. คดีที่อยู่ระหว่างบังคับคดี/ขายทอดตลาด : เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา “งดบังคับคดี-งดขายทอดตลาด” โดยให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาแจ้งความประสงค์ขอเจรจาไกล่เกลี่ย

ยื่นคำร้องขอเจรจาไกล่เกลี่ยได้ที่

  • ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กรมบังคับคดีทั่วประเทศ
  • ระบบอนไลน์ http://www.led.go.th (กรมบังคับคดี)
  • สอบถามเพิ่มเติม 0-2881-4999 (อัตโนมัติ 20 คู่สาย)

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา 25 แห่ง ที่ร่วมมาตรการฯ

  1. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
  4. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  5. ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
  6. ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน)
  7. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
  8. ธนาคาร ทิสโก้ จำกัด (มหาชน)
  9. ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน)
  10. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  11. ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน)
  12. ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน)
  13. ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
  14. ธนาคารสแตนดาร์ตชาร์เตอร์ต (ไทย) จำกัด (มหาชน)
  15. ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) จำกัด (มหาชน)
  16. ธนาคารออมสิน
  17. ธนาคารอาคารสงเคราะห์
  18. บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด
  19. บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  20. บริษัท โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
  21. บริษัท อยุธยา แคปปิตอล ออโต้ ลีส จำกัด (มหาชน)
  22. บริษัท เจเอ็มที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)
  23. บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจ จำกัด
  24. บริษัท เจ ฟินเทค จำกัด
  25. กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา

ที่มา : กรมบังคับคดี (www.led.go.th/Actnews/view.asp?runno=5931)

กรมบังคับคดีเปิดช่องทางยื่นคำร้องไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอิเล็กทรอนิกส์

ขั้นตอนการใช้บริการ

  • เข้าเว็บไซต์กรมบังคับคดี www.led.go.th ลงทะเบียนการใช้งานระบบ
  • ยื่นคำร้องไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอิเล็กทรอนิกส์ > เลื่อนนัดไกล่เกลี่ยได้ด้วยตนเอง
  • ทั้งนี้ระบบจะแจ้งผลวันนัดและวันเลื่อนไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอีเมล
  • เปิดใช้บริการตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่

  • โทร. 0 2881 4999
  • สายด่วน 1111 กด 9

ที่มา http://www.led.go.th/Actnews/view.asp?runno=5930

กรมบังคับคดี กำหนดแนวปฏิบัติในการเดินทางออกราชอาณาจักรของลูกหนี้ในระหว่างการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019

     

          จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Coronavirus Disease 2019 : COVID – 19) ในหลายประเทศ ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการอนุญาตให้ลูกหนี้ในคดีล้มละลายเดินทางออกนอกราชอาณาจักร รวมทั้งการให้ลูกหนี้มารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ภายหลังเดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักร

          ดังนั้น เพื่อเป็นการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดโรคติดต่ออันตรายทั้งแก่เจ้าหน้าที่ของกรมบังคับคดี และประชาชนทั่วไป 

          กรมบังคับคดีได้กำหนดแนวปฏิบัติกรณีลูกหนี้ในคดีล้มละลายขออนุญาตเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เดินทางไปนอกราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 มาตรา 67 (3) เฉพาะการขออนุญาตเดินทางไปยังประเทศหรือเขตปกครองที่เสี่ยงต่อโรคติดเชื้อดังกล่าว ดังนี้

  • กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขอความร่วมมือจากลูกหนี้งดการเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
  • หากมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงดังกล่าว เมื่อลูกหนี้เดินทางกลับเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว
    • ให้ลูกหนี้รายงานตัวต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ แทนการรายงานตัวด้วยตนเอง
      • โทรศัพท์ หรือ
      • ส่งเป็นเอกสารหนังสือ หรือ
      • คำร้องทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail) หรือ
      • โทรสาร
    • พร้อมส่งหลักฐานประกอบ เช่น ตราประทับการเดินทางเข้าประเทศไทย ในหนังสือเดินทาง บัตรโดยสารขาเข้า 

ที่มา http://www.led.go.th/Actnews/view.asp?runno=5898

การเดินทางและการขนส่ง

กรณีเลื่อนตั๋ว

  • ผู้ที่ต้องการเลื่อนตั๋วจากการแพร่ระบาดของโควิด 19 หรือหยุดสงกรานต์ จะมีการขยายตั๋วเพิ่มเป็น 90 วัน ซึ่งหมายถึงสามารถเลื่อนได้ถึงเดือนกรกฎาคม จากเดิมให้ 30 วันเท่านั้น โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
  • วิธีการเลื่อน
    • ต้องนำตั๋วหรือสลิปการชำระเงินมาขอเลื่อนต่อพนักงานขายตั๋วก่อนรถออกเป็นเวลา 1 วัน มิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์
    • ถ้าเลื่อนการเดินทางแล้ว ไม่สามารถคืนตั๋วได้

กรณียกเลิกตั๋ว

  • ผู้โดยสารที่จองตั๋วระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2563 มีความประสงค์จะคืนค่าตั๋ว สามารถติดต่อได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศตั้งแต่ 25 มีนาคมนี้ เป็นต้นไป

การรถไฟฯ ให้ประชาชนที่มีการสำรองตั๋วโดยสาร เพื่อเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ไว้แล้ว สามารถคืนเงินค่าหรือเลื่อนตั๋วโดยสารได้เต็มราคาเป็นกรณีพิเศษ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมการคืนเงินแต่อย่างใด

สำหรับผู้ที่ซื้อตั๋วรายบุคคล ตั๋วหมู่คณะ ตั๋วสำหรับเช่าขบวนรถพิเศษโดยสาร และตั๋วเช่ารถโดยสารที่ซื้อตั๋วล่วงหน้าก่อนวันที่ 18 มีนาคม 2563 มีหลักเกณฑ์การดำเนินการคืนตั๋วโดยสาร ดังนี้

  • การคืนเงินค่าตั๋วโดยสารโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมการคืนเงิน (คืนเต็มราคา) เป็นกรณีพิเศษสำหรับตั๋วรายบุคคล ตั๋วหมู่คณะ ตั๋วสำหรับเช่าขบวนรถพิเศษโดยสารและตั๋วเช่ารถโดยสารที่ซื้อตั๋วไว้ล่วงหน้าก่อนวันที่ 18 มีนาคม 2563 โดยต้องมายื่นก่อนวันเดินทางไม่น้อยกว่า 3 วัน (ไม่นับวันขบวนรถออกต้นทางตามตั๋วโดยสาร)
  • ตั๋วโดยสารรายเดือน ตั๋วนำเที่ยว หรือตั๋วที่ซื้อด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถยื่นเอกสารคำร้องขอคืนเงินค่าตั๋วโดยสารได้ที่สถานีรถไฟทุกแห่งทั่วประเทศ
  •  กรณีคณะบุคคลหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่ซื้อตั๋วโดยสารไว้ล่วงหน้า ทั้งประเภทหมู่คณะประชาชนทั่วไป หรือหมู่คณะนักเรียน รวมถึงการเช่าขบวนรถพิเศษโดยสารและการเช่ารถโดยสารต่าง ๆ หากต้องการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง เนื่องจากสาเหตุการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อนุญาตให้มายื่นหนังสือระบุเหตุผลเพื่อขอเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ไม่เกิน 90 วันนับจากวันเดินทางตามตั๋ว โดยไม่คิดค่าทำเนียมเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้(เป็นกรณีพิเศษ) แต่หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังไม่คลี่คลาย ผู้โดยสารสามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้อีกครั้งละไม่เกิน 90 วันโดยไม่คิดค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงการเดินทางจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดของโรคดังกล่าวจะหมดไป

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ได้ประกาศงดเดินขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ของวันที่ 10 – 11 เมษายน 2563 และวันที่ 15 – 16 เมษายน 2563 จำนวน 12 ขบวน รวมทั้งงดเดินขบวนรถโดยสารระหว่างประเทศระหว่าง หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ตั้งแต่วันที่ 18 – 31 มีนาคม 2563 จำนวน 6 ขบวน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส (Covid–19) โดยมีขบวนรถ ประกอบด้วย

  • รถพิเศษช่วยการโดยสาร เที่ยวไป : งดเดินวันที่ 10 -11 เมษายน 2563 จำนวน 6 ขบวน ดังนี้
    • ขบวนรถที่ 967 (กรุงเทพ – อุดรธานี)
    • ขบวนรถที่ 977 (กรุงเทพ – อุบลราชธานี)
    • ขบวนรถที่ 955 (กรุงเทพ – ศิลาอาสน์)
  • รถพิเศษช่วยการโดยสาร เที่ยวกลับ : งดเดินวันที่ 15 – 16 เมษายน 2563 จำนวน 6 ขบวน ดังนี้
    • ขบวนรถที่ 962 (ศิลาอาสน์ – กรุงเทพ)
    • ขบวนรถที่ 934 (อุบลราชธานี – กรุงเทพ)
    • ขบวนรถที่ 936 (อุดรธานี – กรุงเทพ)
  • ขบวนรถด่วนพิเศษที่ 45/46 (กรุงเทพ – ปาดังเบซาร์ – กรุงเทพ) จำนวน 2 ขบวน งดเดินขบวนรถระหว่าง หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ – หาดใหญ่ ตั้งแต่วันที่ 18 – 31 มีนาคม 2563
  • ขบวนรถพิเศษที่ 947/948 และ 949/950 (หาดใหญ่ – กรุงเทพ – หาดใหญ่) จำนวน 4 ขบวน งดเดินขบวนรถ ตั้งแต่วันที่ 18 – 31 มีนาคม 2563

สำหรับ ผู้โดยสารที่ไม่ประสงค์จะเดินทาง สามารถติดต่อขอคืนตั๋วโดยสารได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วของสถานีทุกแห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง

มาตรการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารจากผลกระทบไวรัส COVID-19

  • การบินไทยยกเว้นค่าธรรมเนียม
    • การเปลี่ยนแปลงการเดินทางเส้นทางระหว่างประเทศ สำหรับบัตรโดยสารราคาพิเศษ (Promotion Fare) และบัตรโดยสารราคาปกติ (Flexible Fare) ที่ออกในประเทศไทย และเดินทางด้วยเที่ยวบินของการบินไทย (TG) และเที่ยวบินร่วมกับไทยสมายล์(WE)
    • สามารถเปลี่ยนแปลงการเดินทางสำหรับบัตรโดยสารที่ออกในประเทศไทยระยะเวลาภายใน15 ธันวาคม 2563 
  • การเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน
    • สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน โดยไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับเส้นทางเดิมหรือรหัสชั้นโดยสารเดิม
    • ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างแต่ละเที่ยวบินของวันที่จะเดินทางโดย ติดต่อขอเปลี่ยนแปลงได้ที่ TCC หรือแผนกบัตรโดยสาร
    • ในกรณีที่รหัสชั้นเดินทาง (RBD) ที่ระบุบนบัตรโดยสารเดิมไม่มีที่ว่างในเที่ยวบินที่ต้องการเปลี่ยน ผู้โดยสารจะต้องชำระส่วนต่างราคาและภาษี (ถ้ามี)
  • การเปลี่ยนแปลงเส้นทาง
    • สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทาง โดยชำระส่วนต่างราคาและภาษี (ถ้ามี)
    • ยกเว้นค่าธรรมเนียม
  • การเปลี่ยนแปลงผู้เดินทาง
    • สำหรับบัตรโดยสารที่ยังไม่ได้ใช้เดินทาง
    • สามารถเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางได้ 1 ครั้ง
    • ค่าธรรมเนียม 3,000 บาท
  • การคืนบัตรโดยสาร สามารถคืนบัตรโดยสารตามเงื่อนไขของบัตรโดยสาร

หมายเหตุ

  • ยกเว้นบัตรโดยสารแลกไมล์ และ บัตรโดยสารหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์)
  • บัตรโดยสารที่ออกโดยตัวแทนจำหน่าย ผู้โดยสารจะต้องติดต่อตัวแทนจำหน่ายโดยตรง
  • บัตรโดยสารที่ออกผ่าน thaiairways.com ผู้โดยสารสามารถติดต่อแผนกสำรองที่นั่งและสำนักงานบัตรโดยสารของการบินไทย

การบินไทย-ไทยสมายล์ เว้นค่าธรรมเนียมเปลี่ยนตั๋วในประเทศช่วงสงกรานต์

ผู้โดยสารที่ถือบัตรโดยสารเที่ยวบินในประเทศของการบินไทย และเที่ยวบินร่วมของไทยสมายล์ ออกบัตรก่อนวันที่ 19 มีนาคม 2563 และมีการเดินทางระหว่าง 1-30 เมษายน 2563 จะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงบัตรโดยสารเส้นทางบินในประเทศ

  • เปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน
    • สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับเส้นทางโดยหรือรหัสชั้นโดยสาร (RBD) เดิม
    • ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับที่นั่งที่ว่างของวันที่จะเดินทาง
    • หากรหัสชั้นเดินทางเดิมไม่มีที่่ว่างในเที่ยวบินที่ต้องการ ผู้โดยสารจะต้องชำระส่วนต่างและค่าภาษี
  • เปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทางโดยชำระส่วนต่างราคาและค่าภาษี และจะยกเว้นค่าธรรมเนียม
  • เปลี่ยนแปลงผู้เดินทาง
    • สามารถเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางได้ 1 ครั้ง
    • มีค่าธรรมเนียม 500 บาท
  • บัตรโดยสารแบบหมู่คณะ (กรุ๊ปทัวร์) ค่ามัดจำต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ภายหลัง แต่ต้องไม่เกิน 1 ปี
  • ระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงวันเดินทาง
    • สามารถเปลี่ยนแปลงวันเดินทางได้ถึง 15 ธันวาคม 2563
    • ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม
    • ต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงก่อนวันเดินทางตามที่ระบุบนบัตรโดยสาร
  • บริการ “ยิ้มสู้-19” ส่งสิ่งของเหมาจ่ายราคาประหยัด อัตราค่าบริการชิ้นละ 19 บาทราคาเดียว
  • น้ำหนักสิ่งของฝากส่งสูงสุดไม่เกิน 1 กิโลกรัม/ชิ้น จัดส่งสิ่งของถึงปลายทางภายใน 2-5 วันทำการ
  • ติดตามสถานะสิ่งของได้ พร้อมความคุ้มครองสูงสุด 1,000 บาท/ชิ้น
  • สามารถใช้งานร่วมกับบริการเก็บเงินปลายทางโดยวงเงินเรียกเก็บ ณ ที่อยู่ผู้รับไม่เกิน 30,000 บาท/ชิ้น พร้อม SMS แจ้งผู้รับปลายทางได้
  • โดยคิดค่าบริการบวกเพิ่มอีก 10 บาท/ชิ้น ซึ่งจะเรียกเก็บจากสินค้าที่เก็บเงินได้แล้วเท่านั้น
  • ใช้บริการได้ทุกที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม – 30 เมษายน 2563
Scroll Up