การจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

การจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรม

ผู้มีสิทธิได้รับการจัดที่ดิน

  1. เกษตรกร ซึ่งเกษตรกรตามความหมายของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน หมายถึง
    1.1 ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยพิจารณาจากการใช้เวลาส่วนใหญ่ในรอบปี เพื่อประกอบเกษตรกรรมแห่งท้องถิ่นนั้น
    1.2 ผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรม บรรดาซึ่งไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง 3 ประเภท คือ
    (1) ผู้ยากจน หมายถึง ผู้มีรายได้ไม่สูงกว่าอัตรารายได้ที่กำหนด ปัจจุบันใช้เกณฑ์ 15,000 บาท ต่อคนต่อปี
    (2) ผู้จบการศึกษาทางเกษตรกรรม หมายถึง ผู้ที่จบการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาเกษตรกรรม
    (3) ผู้เป็นบุตรของเกษตรกร หมายถึง บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
    ทั้งนี้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็นเกษตรกร ที่กำหนดไว้ใน พระราชกฤษฎีกา
  2. สถาบันเกษตรกร หมายความว่า กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์

การจัดที่ดินให้เกษตรกรทำอย่างไร

การจัดที่ดินให้เกษตรกรของ ส.ป.ก. แยกเป็น 2 กรณี คือ การจัดในที่ดินของรัฐ และการจัดในที่ดินเอกชนการจัดในที่ดินของรัฐ ที่ดินของรัฐที่นำมาปฏิรูปที่ดิน ส่วนใหญ่มีผู้ถือครองทำกินอยู่เกือบเต็มพื้นที่ การจัดที่ดินของส.ป.ก.จะจัดในรูปแปลงเดิมที่ถือครองทำกินอยู่โดยมีขั้นตอน ดังนี้

  • รังวัด ตรวจสอบการถือครองที่ดินโดย ส.ป.ก.จังหวัด มีหนังสือนัดผู้ถือครองเดิมนำชี้ขอบเขตเแปลงที่ดินที่ทำประโยชน์อยู่
  • สอบสวนสิทธิการถือครอง เพื่อทราบถึงลักษณะการทำประโยชน์ ระยะเวลาที่ถือครองจำนวนบุคคลในบ้านที่ใช้ที่ดินนั้นร่วมกัน ฯลฯ
  • กระจายสิทธิการถือครอง ส.ป.ก. จะดำเนินการในกรณีที่ถือครองที่ดินเกินกว่ากฎหมายกำหนด โดยให้ผู้ถือครองที่ดินเดิมพิจารณาสมัครใจที่จะยกให้ หรือลดขนาดการถือครองที่ดิน เพื่อนำที่ดินส่วนที่เกินไปจัดให้แก่เกษตรกรรายใหม่ ซึ่งจะต้องจ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้ถือครองเดิมตามอัตราที่ ส.ป.ก.กำหนด
  • คัดเลือกเกษตรกรตามระเบียบที่กำหนด โดย ส.ป.ก.จังหวัดจะประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอเข้าทำประโยชน์ รวมทั้งคำร้องขอมีสิทธิรับการจัดที่ดินตามที่ถือครอง แต่ไม่เกิน 100 ไร่ ในกรณีที่ถือครองที่ดินมาก่อน พ.ศ. 2524 ส.ป.ก.จังหวัดจะรวบรวมรายชื่อเกษตรกรตามคำร้อง ส่งคณะอนุกรรมการระดับอำเภอ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่ายในท้องที่นั้น เพื่อทำหน้าที่พิจารณาคัดเลือกเกษตรกร และส่งรายชื่อให้คณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ ผลการคัดเลือกเกษตรกรจะปิดประกาศให้ทราบทั่วกัน ณ ศาลากลางจังหวัด ส.ป.ก.จังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือ กิ่งอำเภอ ที่ทำการ อบต.และที่ชุมชนในท้องที่นั้น ถ้าไม่พอใจผลการพิจารณา มีสิทธิที่จะอุทธรณ์ได้
  • จัดเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน โดยให้เกษตรกรลงชื่อในหนังสือรับมอบที่ดิน (ส.ป.ก.4-28) และออกหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01)และมอบให้แก่เกษตรกรไว้เป็นหลักฐาน

ขนาดที่ดินที่จัดให้

กฎหมายได้กำหนดขนาดการถือครองไว้ดังนี้

  • ไม่เกิน 50 ไร่ สำหรับเกษตรกรและบุคคลในครอบครัวเดียวกันใช้ประกอบเกษตรกรรมทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ
  • ไม่เกิน 100 ไร่ สำหรับเกษตรกรและบุคคลในครอบครัวเดียวกันใช้ประกอบเกษตรกรรมประเภทเลี้ยงสัตว์ใหญ่ คือ ม้า โค กระบือ
  • เท่าจำนวนที่ถือครองแต่ไม่เกิน 100 ไร่ สำหรับเกษตรกรที่ถือครองทำกินในที่ดินนั้นอยู่ก่อน พ.ศ. 2524

การจัดในที่ดินเอกชน

ถ้าที่ดินเอกชนที่ ส.ป.ก.จัดซื้อมา มีขนาดเนื้อที่ที่สามารถแบ่งแยกเป็นแปลงใหม่ได้ตามขนาดที่เพียงพอแก่การเลี้ยงชีพ ส.ป.ก.จะรังวัดแบ่งแปลงที่ดินก่อน แล้วจึงจัดที่ดินตามขั้นตอนดังนี้

  • คัดเลือกเกษตรกรโดย ส.ป.ก.จังหวัดประกาศให้เกษตรกรยื่นคำร้องขอรับการคัดเลือก แต่ถ้าที่ดินจำกัดและในขณะที่ ส.ป.ก.รับโอนกรรมสิทธิ์มา มีผู้เช่าที่ดินอยู่แล้ว หรือมีเกษตรกรผู้ได้รับการขึ้นทะเบียนขอรับที่ดินทำกินจากการปฏิรูปที่ดินไว้แล้ว ส.ป.ก.ก็จะดำเนินการคัดเลือกเกษตรกรตามระเบียบที่กำหนด โดยไม่ต้องมีการประกาศรับคำร้องอีก
  • จัดเกษตรกรที่ได้รับการคัดเลือกเข้าทำประโยชน์ในที่ดิน และทำสัญญาเช่า หรือสัญญาเช่าซื้อที่ดิน กับ ส.ป.ก.ตามที่เกษตรกรต้องการ

อัตราค่าเช่าที่เกษตรกรต้องจ่าย คิดในอัตราร้อยละ 3 ของราคาที่ดินที่ ส.ป.ก.ได้ซื้อมา ส่วนอัตราค่าเช่าซื้อคิดเท่ากับราคาที่ดินที่ ส.ป.ก.ซื้อมารวมกับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี โดยกำหนดระยะเวลาเช่าซื้อไว้ คือ 5 ปี 10 ปี 12 ปี และ15 ปี เมื่อชำระค่าเช่าซื้อที่ดินแล้ว จะได้รับโฉนดที่ดิน แต่ยังคงห้ามแบ่งแยก ขาย หรือโอนให้แก่บุคคลอื่น

เกษตรกรที่ได้รับที่ดินจาก ส.ป.ก.มีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร

ส.ป.ก.กำหนดหน้าที่ที่เกษตรกรต้องปฏิบัติไม่ว่าจะได้รับการจัดที่ดินในที่ของรัฐ หรือเอกชนดังนี้

  • ทำประโยชน์ด้วยตนเอง เต็มความสามารถ ไม่นำที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนไปให้ผู้อื่นเช่า ทำประโยชน์ หรือขาย
  • ปฏิบัติตามสัญญาเช่า สัญญาเช่าซื้อ หรือ สัญญาจัดให้โดยมีค่าชดเชย
  • ไม่เปลี่ยนแปลงสภาพที่ดิน จนเป็นเหตุให้ที่ดินเสื่อมสภาพความเหมาะสมแก่การประกอบเกษตรกรรม เช่น ขุดหน้าดินขาย
  • ไม่ขุดบ่อเพื่อการเกษตรเกินกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ที่ได้รับและต้องไม่ปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆ ยกเว้น โรงเรือน ที่อยู่อาศัย ยุ้งฉาง หรือสิ่งก่อสร้างใดๆ ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของเกษตรกรตามสมควร ถ้าต้องการจะทำเกินกว่านี้ ต้องยื่นคำขออนุญาตต่อ ส.ป.ก.จังหวัดก่อน
  • ดูแลรักษาหมุดหลักฐาน หลักเขตที่ดินมิให้ชำรุดเสียหาย หรือเคลื่อนย้ายจากตำแหน่งเดิม
  • ไม่ทำให้เกิดความเสียหายแก่สิ่งก่อสร้างในโครงการปฏิรูปที่ดิน หรือเสียหายต่อการทำประโยชน์ของเกษตรกรอื่น
  • ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและมติคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินจังหวัด
  • ปฏิบัติตามสัญญากู้ยืมเงินที่ทำกับ ส.ป.ก. และตามพันธะกรณีที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน หรือบุคคลที่ดำเนินงานร่วมกับ ส.ป.ก. เช่น ตามสัญญากู้ยืมเงินกับ ธ.ก.ส. หรือตามสัญญาโครงการพัฒนาเกษตรกรรมร่วมกับภาคเอกชน

ถ้าเกษตรกรไม่ต้องการทำประโยชน์ในที่ดินนั้นต่อไปจะต้องทำอย่างไร

ถ้าเกษตรกรไม่ต้องการทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการจัดจาก ส.ป.ก. ให้ยื่นคำขอสละสิทธิ พร้อมคำขอบอกเลิกสัญญาเช่า หรือสัญญาเช่าซื้อ หรือสัญญาจัดให้โดยมีค่าชดเชย ต่อ ส.ป.ก.จังหวัด การนำที่ดินไปให้ผู้อื่นเช่าเกษตรกรจะถูกสั่งให้สิ้นสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินแปลงนั้นได้ ส่วนบุคคลที่ซื้อก็ไม่มีสิทธิใด ๆ ในการถือครองที่ดินนั้น และไม่สามารถเรียกร้องใด ๆ จากรัฐได้


หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ที่มา https://www.alro.go.th/alro_th/main.php?filename=index

Scroll Up