การค้างาช้างผิดกฎหมายในประเทศไทย Print
Written by GCC AdminZ   
Thursday, 14 August 2014 20:59

คนไทยกับช้าง

  • คนไทยให้ความสำคัญและผูกพันกับช้าง ช้างเป็นสัตว์ประจำชาติ เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองแต่ปัจจุบันไทยเป็นตลาดค้างาช้างที่ขาดการควบคุมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

หน้าที่ของไทยในฐานะเป็นภาคีสมาชิก CITES

  • ต้องกำหนดมาตราการในการบังคับใช้อนุสัญญา CITES มิให้มีการค้าสัตว์ป่า พืชป่าที่ผิดระเบียบอนุสัญญาฯโดยมีมาตรการลงโทษผู้ค้า ผู้ครอบครอง ริบของกลางและส่งของกลางกลับแหล่งกำเนิด กรณีที่ทราบถึงถิ่นกำเนิด
  • ต้องตั้งด่านตรวจสัตว์ป่า พืชป่าระหว่างประเทศ เพื่อควบคุมและตรวจสอบการค้าสัตว์ป่า พืชป่า กำหนดให้มีด่านสำหรับนำเข้า-ส่งออก และต้องระมัดระวังการขนถ่ายตัวอย่างชนิดพันธุ์เพื่อให้เกิดการอยู่รอดมากที่สุด
  • ต้องส่งรายงานประจำปีเกี่ยวกับข้อมูลการนำเข้า –ส่งออก และนำสิ่งต่อไปซึ่งชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ตามอนุสัญญาฯ และรายงานประจำ 2 ปี  เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับ และมาตรการที่ปฏิบัติตามอนุสัญญาฯ
  • ต้องจัดตั้งคณะทำงานฝ่ายปฏิบัติการ และคณะทำงานฝ่ายวิทยาการประจำประเทศ เพื่อควบคุมการค้าสัตว์ป่า พืชป่า
  • มีสิทธิ์เสนอขอเปลี่ยนแปลงชนิดพันธุ์ในบัญชี หมายเลข 1, 2 และ 3  ให้ภาคีพิจารณาลงมติอนุมัติ

สถานการณ์ในไทยที่เกี่ยวข้องกับการค้างาช้าง

  • ในช่วง 18  เดือน จำนวนสินค้าที่มำจากงาช้างวางขายเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เพิ่มขึ้นจาก 5,865 รายการ ในเดือนมกราคม 2556  เป็น 14,512 รายการ ในเดือนพฤษภาคม 2557 ร้านค้าปลีกงาช้าง ช่วงเดือนมกราคม – ธันวาคม 2556  เพิ่มขึ้นจาก 61 ร้าน เป็น 105 ร้าน แสดงถึงความล้มเหลวในการควบคุมตลาดงาช้างของไทย  แสดงถึงปริมาณงาช้างที่พบเกินจำนวนจำกัดไว้ตามกฎหมายไทย
  • ไทยถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นตลาดงาช้าที่ผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดตลาดหนึ่งของโลก  เป็นหนึ่งใน “Gang of Eight” (จีน เคนยา มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ แทนซาเนีย ไทย อูกันดา และเวียดนาม)
  • หลายประเทศที่เกี่ยวข้องกับการค้างาช้างผิดกฎหมายมีความคืบหน้าในการดำเนินมาตรการสกัดกั้นการค้างาช้าง  ยกเว้นประเทศไทย ที่ปราศจากความเคลื่อนไหวและการปฏิบัติการใดๆ
  • ช้างจากประเทศเพื่อนบ้านถูกล่าและจับส่งมาป้อนการท่องเที่ยวในไทย โดยอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายของไทย ซึ่งช้างที่นำมาใช้ในการท่องเที่ยวของไทย ซุกซ่อนการทรมานสัตว์อย่างเป็นระบบ

ที่มาภาพ http://news.springnewstv.tv/51117/โจรใจเหี้ยม-ลอบวางยาฆ่าตัดงา-ช้างพลายคล้าว

แถลงการณ์ของ CITES เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2557

  • มีมติเร่งด่วนให้ไทยควบคุมการค้างาช้างให้มีประสิทธิภาพ โดยสั่งให้ออกกฎหมายกำหนดให้จดทะเบียนงาช้างภายในประเทศ และมีระบบการอนุญาตค้างาช้าง
  • ให้รายงานผลการดำเนินการให้ CITES พิจารณาภายใน 15 มกราคม 2558  หากไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายใน เดือนมีนาคม 2558  จะระงับการค้าขายสัตว์และพืชตามบัญชี CITES กับไทยทั้งหมด
  • ให้รายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการของประเทศในการป้องกันการค้างาช้าง
  • ให้ประเทศไทยยุติการค้างาช้างให้ได้ภายในเดือนสิงหาคม 2558

ผลกระทบต่อไทย

  • ต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรจาก CITES  ทั้งสัตว์ป่าและพันธุ์พืชในทุกสายพันธุ์      สินค้าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่  กล้วยไม้ ไม้กฤษณา นกแก้ว ผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง   (เคยถูกคว่ำบาตรมาแล้ว เมื่อปี 2534) กระทบต่อเศรษฐกิจของไทย หลายหมื่นล้านบาท (อธิบดีกรมอุทยาน)
  • กระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

แนวทางการแก้ไข

คลิกที่นี่เพื่อดูขนาดใหญ่

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม

  • เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายที่กำหนดให้ร้านค้าที่จำหน่ายงาช้าง และผลิตภัณฑ์จากงาช้าง ต้องลงทะเบียนอย่างถูกต้อง และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
  • แก้กฎระเบียบให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจจับยึดงาช้างเถื่อนได้ทันทีที่มีการตรวจพบ และใช้มาตรการ เช่น การล่อซื้อ เพื่อให้รู้ถึงต้นตอของการค้างาช้างเถื่อนได้
  • จัดให้มีการตรวจสอบ และลงทะเบียนงาช้างของกลาง ที่เจ้าหน้าที่จับยึดได้อย่างโปร่งใส
  • ให้หน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายมีอำนาจ สืบค้น บ่งชี้ และยับยั้งขัดขวางขบวนการลักลอบการฟอกงาช้างจากแอฟริกา โดยใช้วิธีการทางนิติวิทยาศาสตร์ ซึ่งหน่วยงานในประเทศสามารถทำได้ เนื่องจากในปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถยับยั้งขัดขวางได้เฉพาะการนำเข้าผ่านด่านตรวจเท่านั้น

 


ที่มา

Last Updated on Thursday, 14 August 2014 21:19