ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs (โทร.1111 กด 22) Print
Written by GCC AdminZ   
Monday, 04 February 2013 10:26

+ + + + + + + + + + + +

ความเป็นมา

  • ปี 2555
    • มีวิกฤตยูโรและสถานะทางเศรษฐกิจของ US ทำให้การสั่งสินค้าน้อย ส่งออกได้น้อย
    • นโยบายค่าแรง 300 บาท ใน 7 จังหวัด มีผลต่อด้านทุนการผลิต
    • รัฐบาลได้ออกมาตรการช่วยเหลือทางด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต การบริหารจัดการ สินเชื่อ ภาษี การเงิน จำนวน 5 มาตรการ
  • ปี 2556
    • นโยบายค่าแรง 300 บาท ใน 70 จังหวัดที่เหลือ
    • ค่าเงินบาทแข็ง
    • วิกฤตยูโร และ US ยังแก้ไม่ตก
    • รัฐบาลได้ขยายเวลามาตรการข้างต้นต่อไปตลอดปี 2556
    • 25 ม.ค. คณะกรรมการเศรษฐกิจได้รายงานสภาพปัญหาเงินบาทได้มีความรุนแรงยิ่งขึ้น และได้พิจารณาแนวทางการแก้ปัญหาเพิ่มเติม
    • 29 ม.ค. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ประกอบด้วยกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อาทิ ก.การคลัง ก.อุตสาหกรรม แรงงาน พาณิชย์ ภาคเอกชน สภาอุตสาหกรรม หอการค้า ธนาคาร หลักทรัพย์ MAI

+ + + + + + + + + + + +

องค์ประกอบคณะกรรมการและอำนาจหน้าที่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ผันผวนทางเศรษฐกิจ ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศในช่วงทีผ่านมา อาทิ วิกฤติเศรษฐกิจในยุโรปที่ส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออก การแข็งค่าขึ้นของเงินบาท และการปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

คณะกรรมการฯ ประกอบด้วย

  • รองนายกรัฐมนตรี (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง) ที่ปรึกษา
  • รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล) เป็นประธานกรรมการ

รายละเอียดเพิ่มเติม

+ + + + + + + + + + + +

องค์ประกอบคณะอนุกรรมการและอำนาจหน้าที่

ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 39/2556 ลงวันที่ 31 มกราคม 2556 แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์ความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เช่น วิกฤตเศรษฐกิจยูโรโซน การปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาทต่อวัน และอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้น

เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2.5 แห่งคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 39/2556 และมติคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2556 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2556 จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น โดยมีองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ ดังนี้

คณะอนุกรรมการ ประกอบด้วย

  • เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ประธานอนุกรรมการ

รายละเอียดเพิ่มเติม

+ + + + + + + + + + + +

นวทางการให้ความช่วยเหลือของคณะกรรมการฯ

  • ขอให้ SMEs ที่ประสบปัญหายื่นคำร้องขอรับความช่วยเหลือได้ที่ หน่วยงานที่ตนเคยติดต่อ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม, สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, หรือ ศูนย์ช่วยเหลือ SMEs ที่คณะกรรมการฯ กำหนดตั้งขึ้นเพิ่มเติม
  • ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs จะทำหน้าที่
    • รับคำร้องจากผู้ประกอบการ SMEs เพิ่มเติมจากหน่วยงานปกติ
    • รวบรวมคำร้องของ SMEs ทั้งหมด ใน Data Base
    • วิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางการช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานปกติ ศูนย์ฯ จะจัดหาผู้วิเคราะห์เพิ่มเติม
    • กำหนดแนวทางการช่วยเหลือ เสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยเร็ว
  • การวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางการช่วยเหลือ
    • เป็นการทำงานร่วมกันของศูนย์และหน่วยงานปกติ
    • จัดหาผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ให้เพียงพอกับปริมาณงาน
    • สรุปปัญหาแนวทางการช่วยเหลือแต่ละราย เพื่อการอนุมัติโดยเร็ว

+ + + + + + + + + + + +

นิยาม SMEs

SMEs ย่อมาจากภาษาอังกฤษ " Small and Medium Enterprises "หรือแปลเป็นภาษาไทยว่า " วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม"  สำหรับความหมายของวิสาหกิจ (Enterprise) ครอบคลุมกิจการ 3 กลุ่มใหญ่ๆ  ซึงกฎกระทรวงกำหนดจำนวนการจ้างงาน และมูลค่าสินทรัพย์ถาวรของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ให้ไว้ ณ วันที่ 11 กันยายน 2545) ดังนี้

ประเภทกิจการ วิสาหกิจขนาดย่อม วิสาหกิจขนาดกลาง
การจ้างงาน มูลค่าสินทรัพย์ถาวร การจ้างงาน มูลค่าสินทรัพย์ถาวร
กิจการผลิตสินค้า ไม่เกิน 50 คน ไม่เกิน 50 ล้านบาท 50 - 200 คน เกิน 50 - 200 ล้านบาท
กิจการการค้า
- การค้าปลีก ไม่เกิน 15 คน ไม่เกิน 30 ล้านบาท 16 - 30 คน เกิน 30 - 60 ล้านบาท
- การค้าส่ง ไม่เกิน 25 คน ไม่เกิน 50 ล้านบาท 26 - 50 คน เกิน 50 - 100 ล้านบาท
กิจการการบริการ ไม่เกิน 50 คน ไม่เกิน 50 ล้านบาท 51 - 200 คน เกิน 50 - 200 ล้านบาท

-:- คลิกที่นี่เพื่อดูเป็นแผนภาพ -:-

ความหมายของแต่ละกิจการ มีดังนี้

  • กิจการผลิตสินค้า
    • หมายความครอบคลุมถึง การผลิตที่เป็นลักษณะของการประกอบการอุตสาหกรรมทุกประเภท
    • ความหมายที่เป็นสากลของการผลิตก็คือ การเปลี่ยนรูปวัตถุให้เป็นผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ด้วยเครื่องจักรกล หรือเคมีภัณฑ์ โดยไม่คำนึงว่างานนั้นทำโดยเครื่องจักรหรือด้วยมือ
    • ทั้งนี้กิจการผลิตสินค้าในที่นี้รวมถึงการแปรรูปผลิตผลการเกษตรอย่างง่ายที่มีลักษณะเป็นการอุตสาหกรรม การผลิตที่มีลักษณะเป็นวิสาหกิจชุมชน และการผลิตที่เป็นการประกอบอุตสาหกรรมในครัวเรือนด้วย
  • กิจการการบริการ
    • หมายความครอบคลุมถึง การศึกษา การสุขภาพ การบันเทิง การขนส่ง การก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ การโรงแรมและหอพัก การภัตตาคาร การขายอาหาร การขายเครื่องดื่มของภัตตาคารและร้านอาหารการให้บริการเช่าสิ่งบันเทิงและการพักผ่อนหย่อนใจ การให้บริการส่วนบุคคล บริการในครัวเรือน บริการที่ให้กับธุรกิจ การซ่อมแซมทุกชนิด และการท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว
  • กิจการค้าส่งและค้าปลีก
    • หมายถึง การให้บริการเกี่ยวกับการค้า
    • การค้าส่ง หมายถึง การขายสินค้าใหม่และสินค้าใช้แล้วให้แก่ ผู้ค้าปลีก ผู้ใช้ในงานอุตสาหกรรม งานพาณิชยกรรม สถาบัน ผู้ใช้ในงานวิชาชีพ และรวมทั้งการขายให้แก่ผู้ค้าส่งด้วยกันเอง
    • การค้าปลีก หมายถึง การขายโดยไม่มีการเปลี่ยนรูปสินค้าทั้งสินค้าใหม่และสินค้าใช้แล้วให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อการบริโภคหรือการใช้ประโยชน์เฉพาะส่วนบุคคลในครัวเรือน การค้าในที่นี้มีความหมายรวมถึง การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนการซื้อขาย สถานีบริการน้ำมัน และสหกรณ์ผู้บริโภค

หมายเหตุ

  • ในกรณีที่จำนวนการจ้างงานของกิจการใดเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อม ของมูลค่าสินทรัพย์เข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางหรือมีจำนวนการจ้างงานเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลางแต่มูลค่าสินทรัพย์ถาวรเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อมให้ถือจำนวนการจ้างงานหรือมูลค่าสินทรัพย์จำนวนที่น้อยกว่าเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา

 

+ + + + + + + + + + + +

สรุปมาตรการช่วยเหลือ SMEs ของภาครัฐที่ดำเนินการในปัจจุบัน [Last Update 8/2/2556]

1. ด้านแรงงาน

1.1 การให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 เพื่อใช้ในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงาน*

  • รายละเอียด ให้กู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1
  • กลุ่มเป้าหมาย
    • ผู้รับการฝึก (ลูกจ้าง หรือบุคคลทั่วไป)
    • ผู้ดำเนินการฝึก หรือ ผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือ ผู้ประกอบการ
  • ระยะเวลาดำเนินการ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2556
  • เงื่อนไข
    • กรณีผู้รับการฝึก (ลูกจ้างหรือบุุคคลทั่วไป)
      • สัญชาติไทย
      • อายุ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 55 ปี
      • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      • มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท
      • ไม่เป็นลูกหนี้ของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
    • กรณีผู้ดำเนินการฝึก หรือ ผู้ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน หรือ ผู้ประกอบการ
      • ต้องเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย
      • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
      • ไม่เป็นลูกหนี้ของกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 02-245-1707 และ 02-248-3393
      • สายด่วน 1694 และ 1695
    • ส่วนภูมิภาค
      • สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค/จังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


1.2 การจัดคลินิกพัฒนาฝีมือแรงงานเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการต่างๆ

  • รายละเอียด จัดทำหลักสูตรอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานตามความต้องการ และเคลื่อนที่ไปยังสถานประกอบการ SMEs
  • กลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลของสำนักงานประกันสังคม
  • ระยะเวลดำเนินการ สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน 02-245-1707 และ 02-248-3393
      • สายด่วน 1694 และ 1695
    • ส่วนภูมิภาค
      • สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค/จังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน


1.3 ศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการให้พร้อมจ่ายอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ

  • รายละเอียด ประชาสัมพันธ์ ชี้แจง แนะนำ ทำความเข้าใจกับการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เฝ้าระวังสถานการณ์ด้านแรงงาน รับลงทะเบียนผู้ประกอบการ ติดตามสถานการณ์และการแก้ไขปัญหา และรายงานสถานการณ์ผลการปฏิบัติงานต่อศูนย์สนับสนุนผู้ประกอบการให้พร้อมจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ
  • กลุ่มเป้าหมาย นายจ้าง เจ้าของสถานประกอบกิจการ ลูกจ้าง พนักงงานและประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน กลุ่มสนับสนุนเครือข่ายและประสานภูมิภาค
      - โทรศัพท์ 02-232-1138 (ตอบข้อสักถาม), 02-232-1477 (รับเรื่องร้องเรียนจากทางจังหวัด)
      - โทรสาร 02-247-9178 และ 02-232-1165
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน


1.4 การเตรียมจัดงาน Event : ให้ความช่วยเหลือ SMEs โดยการจัดประชุม SMEs เรื่องการลดการสูญเสียและเพิ่มผลผลิต ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

  • รายละเอียด จัดบูทลงทะเบียนให้บริการและคำปรึกษา
  • หน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักนายกรัฐมนตรี และดำเนินการจัดประชุมและเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐและภาคเอกชนในหัวข้อต่างๆ ดังนี้
    • การลด Loss เพิ่ม Productivity
    • มาตรการภาครัฐและสิทธิประโยชน์ต่างๆ และ
    • การเข้าถึงสภาพคล่องและเพิ่มผลิตภาพการผลิต
  • กลุ่มเป้าหมาย สถานประกอบการ SMEs ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบการจากปรับอัตราจ้าง 300 บาท จำนวน 600 คน
  • ระยะเวลาดำเนินการ กรุงเทพและปริมณฑล ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ฝ่ายแรงงานและโครงการ
      - โทรศัพท์ 02-246-1935
      - โทรสาร 02-246-1935
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

 

2. ด้านการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

2.1 การลดอัตราเงินสมทบกองทุนประกันสังคม*

  • รายละเอียด ลดอัตราเงินสมทบฝ่ายนายจ้าง ผู้ประกันตน ลงร้อยละ 1 จากเดิมฝ่ายละร้อยละ 5 ลดลงเหลือฝ่ายละร้อยละ 4 ในปี 2556
  • กลุ่มเป้าหมาย สถานประกอบการและผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม
  • ระยะเวลาดำเนินการ สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2556
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน โทร 02-956-2345 สายด่วน 1506
      • สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 - 12
    • ส่วนภูมิภาค สำนักงานประกันสังคมจังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักงานประกันสังคม


2.2 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล กรณีการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • รายละเอียด ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้จากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
  • กลุ่มเป้าหมาย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าหรือบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้
  • ระยะเวลาดำเนินการ วันที่ 1 มกราคม 2555 - 31 ธันวาคม 2556
  • เงื่อนไข
    • ขายเครื่องจักรเก่าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 – 31 ธันวาคม 2556 และซื้อเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องจักรเก่าที่ขายไปภายในกำหนดเวลา ดังนี้
      • กรณีซื้อเครื่องจักรใหม่ก่อนขายเครื่องจักรเก่า ต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ภายใน 1 ปี ก่อนวันที่ขายเครื่องจักรเก่า
      • กรณีซื้อเครื่องจักรใหม่ภายหลังการขายเครื่องจักรเก่าต้องซื้อเครื่องจักรใหม่ภายใน 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ขายเครื่องจักรเก่า
    • เครื่องจักรเก่าที่ขายจะต้องไม่เป็นเครื่องจักรที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมาก่อน
    • เครื่องจักรใหม่ที่ซื้อทดแทนจะต้องไม่เคยใช้งานมาก่อนและเป็นเครื่องจักรประเภทเดียวกับที่ขายไป และมีประสิทธิภาพในการผลิตที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับเครื่องจักรเก่า ที่ขายไป
  • สอบถามเพิ่มเติม กรมสรรพากร Call Center 1161 หรือสรรพากรพื้นที่
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสรรพากร


2.3 การหักค่าเสื่อมราคาเครื่องจักได้ร้อยละ 100 ในปีแรก*

  • รายละเอียด ให้ผู้ประกอบการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตหรือให้บริการรับจ้างผลิตสินค้าที่ได้ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2556 และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ร้อยละ 100 ในปีแรก แทนการทยอยหักค่าเสื่อมภายใน 5 ปี
  • กลุ่มเป้าหมาย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งมีทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาทและมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้
  • ระยะเวลาดำเนินการ วันที่ 1 มกราคม 2555 - 31 ธันวาคม 2556
  • เงื่อนไข ทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้า หรือให้บริการรับจ้างผลิตสินค้าที่ได้ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2556 และไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน และอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้ตามประสงค์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2556
  • สอบถามเพิ่มเติม กรมสรรพากร Call Center 1161 หรือสรรพากรพื้นที่
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสรรพากร


2.4 การนำส่วนต่างของค่าจ้างที่จ่ายเพิ่มขึ้นจากอัตราจ้างขั้นต่ำในปี 2555 - 2556 เป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท มาหักเป็นเงินค่าใช้จ่ายก่อนชำระภาษี

  • รายละเอียด ให้ผู้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายส่วนต่างค่าแรงขั้นต่ำเดิมและค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท/วัน ได้ 1.5 เท่า
  • กลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา ซึ่งมีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (5) (6) (7) และ (8) แห่งประมวลรัษฎากร รวมกันไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน ที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร
  • สอบถามเพิ่มเติม กรมสรรพากร Call Center 1161 หรือสรรพากรพื้นที่
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสรรพากร


2.5 การลดค่าธรรมเนียมห้องพักที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการโรงแรม/ที่พักแรม*

  • รายละเอียด ลดอัตราค่าธรรมเนียมการประกอบธุรกิจโรงแรมรายปีลงร้อยละ 50 จากที่เก็บห้องละ 80 บาทต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี
  • กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมาย ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547
  • ระยะเวลาดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2556 - 2558)
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง ส่วนรักษาความสงบเรียบร้อย 3 สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โทร/โทรสาร 02-365-9559
    • ส่วนภูมิภาค
      • ที่ทำการปกครองอำเภอ
      • ที่ทำการปกครองจังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงมหาดไทย

 

3. ด้านภาษี

3.1 การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล*

  • รายละเอียด
    • ลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 20 ในปี 2556
    • ปรับฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SMEs ที่มีเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายไม่ถึง1 ล้านบาท เป็นดังนี้
      จำนวนเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย อัตราภาษี
      300,000 บาทแรก ยกเว้นภาษี
      300,001 – 1,000,000 บาท ร้อยละ 15
      1,000,001 บาทขึ้นไป ร้อยละ 20
  • กลุ่มเป้าหมาย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้จากการประกอบกิจการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้ใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้
  • ระยะเวลาดำเนินการ ไม่มีกำหนดระยะเวลา
  • สอบถามเพิ่มเติม กรมสรรพากร Call Center 1161 หรือสรรพากรพื้นที่
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสรรพากร


3.2 การนำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานตาม พรบ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 มาหักลดหย่อนภาษี

  • รายละเอียด นำค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมพัฒนาฝีมือแรงงานกรณีการฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 ไปยกเว้นภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งการอบรมแบ่งเป็น 3 ประเภท
    1. การฝึกเตรียมเข้าทำงาน โดยต้องได้รับความเห็นชอบหลักสูตรจากนายทะเบียน ส่วนค่าใช้จ่ายให้นำไปขอยกเว้นภาษีกับกรมสรรพากรเอง
    2. การฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
      • ฝึกอบรมภายใน (In House Training) คือ สถานประกอบกิจการจัดอบรมเองหรือจ้างหน่วยงานภายนอกมาจัดอบรม ต้องยื่นขอรับรองหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน แล้วจึงนำหนังสือรับรอง ไปยกเว้นภาษีเงินได้กับกรมสรรพากร
      • ฝึกอบรมภายนอก (Public Training) ไม่ต้องยื่นขอรับรองหลักสูตรและรายการค่าใช้จ่ายจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ต่อกรมสรรพากรได้เลย
    3. การฝึกเปลี่ยนสาขาอาชีพใช้ข้อกำหนดเกี่ยวกับการขอยกเว้นภาษีเช่นเดียวกับการฝึกยกระดับฝีมือแรงงาน
  • กลุ่มเป้าหมาย บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลทุกประเภท
  • ระยะเวลาดำเนินการ ไม่กำหนดระยะเวลา
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • กองส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน
        - โทร 02-245-1707 ต่อ 415, 416
        - โทรสาร 02-245-1719
    • ส่วนภูมิภาค สถาบัน/ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานภาค/จังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมสรรพากร

 

4. ด้านสินเชื่อ

4.1 โครงการสินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan)

  • รายละเอียด
    • ประกอบด้วยสินเชื่อ 2 ส่วน คือ
      • สินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร เพื่อช่วยเหลือ SMEs ขนาดย่อมในภาคการผลิตที่มีโรงงานที่ประกอบกิจการถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ในการซื้อและการปรับปรุงเครื่องจักร (ระยะเวลาการกู้ยืม : สูงสุดไม่เกิน 7 ปี)
      • สินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน เพื่อช่วยเหลือ SMEs ขนาดย่อมในทุกภาคธุรกิจในการนำไปลงทุน ขยาย ปรับปรุง หรือพัฒนากิจการด้านต่างๆอาทิ
        • บุคลากร/ แรงงาน
        • logistic (ขนส่ง)
        • layout (ค้าปลีก/ค้าส่ง)
        • การเงิน (การบริหาร stock/ refinance)
    • ระยะเวลาการกู้ยืม : สูงสุดไม่เกิน 5 ปี
    • กรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ให้ บสย. ค้ำประกันในลักษณะ Portfolio Guarantee scheme ในอัตราค่าธรรมเนียมค้ำประกันร้อยละ 1.75 ต่อปี
    • ระยะเวลาการค้ำประกันเป็นไปตามระยะเวลากู้เงินแต่ไม่เกิน 7 ปี โดยรัฐบาลจะจ่ายค่าธรรมเนียม ร้อยละ 1.75 ในปีแรกให้
  • กลุ่มเป้าหมาย SMEs ทุกสาขาธุรกิจ
  • วงเงินสินเชื่อรวม 20,000 ล้านบาท (ไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย)
  • ระยะเวลาดำเนินการ สิ้นสุดการขอรับสินเชื่อจาก ธพว. ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2558
  • เงื่อนไขที่กำหนด
    • สินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร
      • เงื่อนไขสินเชื่อ
        • ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 7 ปี (ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น 1 ปี )
        • อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก คิดอัตราร้อยละ MLR – 3 (รัฐบาลชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3) และปีที่ 3-7 ในอัตราร้อยละ MLR
      • คุณสมบัติ
        • SMEs ขนาดย่อมในภาคการผลิตที่มีโรงงานที่ประกอบกิจการถูกต้องตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535
        • ผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และไม่เป็นผู้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ขายทอดตลาดหลักทรัพย์ ล้มละลาย
        • มีใบอนุญาตประกอบกิจการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
        • ผ่านการพิจารณาวิเคราะห์คุณสมบัติหรือการวินิจฉัยสถานประกอบการเบื้องต้นจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ธพว. หรือหน่วยงานอื่นที่ ธพว. รับรอง
        • ผ่านการประเมินขอบเขตการปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงเครื่องจักรจากผู้เชี่ยวชาญที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือ ธพว. เห็นชอบ
        • ภายหลังการอนุมัติสินเชื่อแล้ว ผู้ประกอบการต้องเข้ารับการปรึกษาแนะนำหรือการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพจากผู้เชี่ยวชาญที่ กสอ. มอบหมายหรือตามที่ ธพว.เห็นควร
    • สินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน
      • เงื่อนไขสินเชื่อ
        • ระยะเวลากู้ยืมไม่เกิน 5 ปี (ระยะเวลาปลอดชำระเงินต้น 1 ปี )
        • อัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก คิดอัตราร้อยละ MLR – 3 (รัฐบาลชดเชยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 3) และ ปีที่ 3-5 ในอัตราร้อยละ MLR
      • คุณสมบัติ
        • SMEs ขนาดย่อม (ตามนิยามของกฎกระทรวงอุตสาหกรรม) ในทุกภาคธุรกิจ
        • ผู้ ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล ที่มีสัญชาติไทยถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 และไม่เป็นผู้ที่ถูกพิทักษ์ทรัพย์ ขายทอดตลาดหลักทรัพย์ ล้มละลาย
        • มีใบอนุญาตประกอบกิจการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย
        • ผ่าน การพิจารณาวิเคราะห์คุณสมบัติหรือการวินิจฉัยสถานประกอบการเบื้องต้นจากกรม ส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ธพว. หรือหน่วยงานอื่นที่ ธพว. รับรอง
        • ภาย หลังการอนุมัติสินเชื่อแล้ว ผู้ประกอบการต้องเข้ารับการปรึกษาแนะนำหรือการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพจากผู้ เชี่ยวชาญที่ กสอ. มอบหมายหรือตามที่ ธพว.เห็นควร
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)
        - สอบถามรายละเอียดโครงการ โทร. 1357
        - โทรศัพท์ 02-2265-3000
        - โทรสาร 02-354-3299
        - www.smebank.co.th
      • กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม
        - โทรศัพท์ 02-202-4414 ถึง 8
        - โทรสาร 02-354-3299
    • ส่วนภูมิภาค
      • ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 1 - 11
        • ภาคที่ 1 เชียงใหม่
        • ภาคที่ 2 พิษณุโลก
        • ภาคที่ 3 พิจิตร
        • ภาคที่ 4 อุดรธานี
        • ภาคที่ 5 ขอนแก่น
        • ภาคที่ 6 นครราชสีมา
        • ภาคที่ 7 อุบลราชธานี
        • ภาคที่ 8 สุพรรณบุรี
        • ภาคที่ 9 ชลบุรี
        • ภาคที่ 10 สุราษฎร์ธานี
        • ภาคที่ 11 สงขลา
      • ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สาขาจังหวัดทุกจังหวัด (ยกเว้นจังหวัดบึงกาฬ)
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)


4.2 โครงการค้าประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme (PGS) ระยะที่ 5*

  • รายละเอียด บสย. จะค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ในกรณีที่หลักประกันไม่เพียงพอหรือไม่มีหลักประกัน
    • ช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำตามนโยบายของรัฐบาล
    • ช่วยเหลือ SMEs ที่มีศักยภาพและต้องการสินเชื่อแต่ขาดหลักประกันให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อจากสถาบันการเงิน โดยเป็นโครงการที่ต่อเนื่องจาก PGS ระยะที่ 4
    • สร้างโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจให้แก่ SMEs มีความคล่องตัวและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเตรียมความพร้อมสำหรับตลาด AEC ในปี
  • กลุ่มเป้าหมาย
    • เป็น SMEs ทีมีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท
    • เป็น SMEs ประเภทบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีสัญชาติไทย
    • เป็น SMEs ที่ประกอบกิจการโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี
    • เป็น SMEs ที่ได้รับสินเชื่อใหม่และจะต้องไม่นำไปชำระหนี้เดิมกับสถาบันการเงินผู้ให้กู้
  • วงเงินค้ำประกันรวม 240,000 ล้านบาท (สูงสุด 40 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบัน)
  • ระยะเวลารับคำขอ วันที่ 1 มกราคม 2556 - 31 ธันวาคม 2558
  • เงื่อนไขการค้ำประกัน
    • ระยะเวลาโครงการในแต่ละ Portfolio มีระยะเวลาค้ำประกันไม่เกิน 7 ปี (แต่ละปีถือเป็น 1 Portfolio)
    • ค่าธรรมเนียมการค้ำประกันร้อยละ 1.75 ต่อปี ของวงเงินค้ำประกันสินเชื่อตลอดอายุค้ำประกัน 7 ปี
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย)
        โทร. 0-2890-9999
        โทรสาร 0-2890-9900, 0-2890-9800
    • ส่วนภูมิภาค บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย) สำนักงานสาขา 9 สาขา
      • กรุงเทพมหานคร
      • พระนครศรีอยุธยา
      • เชียงใหม่
      • พิษณุโลก
      • อุดรธานี
      • นครราชสีมา
      • ชลบุรี
      • สุราษฎร์ธานี
      • สงขลา (หาดใหญ่)
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)


4.3 โครงการค้าประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับผู้ประกอบการใหม่ (PGS New/Start-up)*

  • รายละเอียด บสย.จะค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ในกรณีที่เป็นกิจการใหม่ไม่เกิน 3 ปี แต่หลักประกันไม่เพียงพอ หรือไม่มีหลักประกัน เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินกู้จากระบบสถาบันการเงินมากขึ้น
  • กลุ่มเป้าหมาย
    • เป็น SMEs ที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดิน ไม่เกิน 200 ล้านบาท
    • เป็น SMEs ที่ประกอบกิจการโดยชอบด้วยกฎหมาย และต้องไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดี
    • เป็น SMEs ที่ประกอบกิจการ ที่มีอายุกิจการไม่เกิน 3 ปี โดยให้พิจารณาจากการจดทะเบียนนิติบุคคล หรือการจดทะเบียนการค้า หรือเอกสารทางราชการ หรือเอกสารรับรองจากธนาคาร
    • เป็น SMEs ที่ผ่านการฝึกอบรมหรืออยู่ระหว่างการฝึกอบรม หลักสูตรการบริหารจัดการธุรกิจ เช่น การจัดการ การตลาด การบัญชี และการผลิต จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือหน่วยงานอื่นที่ บสย. เห็นชอบ
  • วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท (วงเงินค้ำประกันสูงสุด 2 ล้านบาท ต่อราย ต่อสถาบันการเงิน)
  • ระยะเวลาดำเนินการ วันที่ 1 มกราคม 2556 - 31 ธันวาคม 2558
  • เงื่อนไขการค้ำประกัน
    • SMEs ต้องมีอายุกิจการไม่เกิน 3 ปี (พิจารณาจากการจดทะเบียนนิติบุคคลหรือการจดทะเบียนการค้า หรือเอกสารราชการ หรือเอกสารอื่นใดที่ บสย. เห็นชอบ)
    • ระยะเวลาค้ำประกัน 7 ปี
    • ค่าธรรมเนียมค้ำประกันอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี (รัฐบาลชดเชยค่าธรรมเนียมให้ร้อยละ 2.5 ในปีแรก)
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย)
        โทร. 0-2890-9999
        โทรสาร 0-2890-9900, 0-2890-9800
    • ส่วนภูมิภาค บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย) สำนักงานสาขา 9 สาขา
      • กรุงเทพมหานคร
      • พระนครศรีอยุธยา
      • เชียงใหม่
      • พิษณุโลก
      • อุดรธานี
      • นครราชสีมา
      • ชลบุรี
      • สุราษฎร์ธานี
      • สงขลา (หาดใหญ่)
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)


4.4 สินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการเสริมสร้างสภาพคล่องสถานประกอบการ และเพิ่มผลผลิตแรงงาน

  • รายละเอียด
    • เพื่อให้สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานประกันสังคมกู้เงินกับธนาคารที่เข้าร่วมโครงการนำไปเป็นทุนหมุนเวียนในกิจการ เสริมสร้างภาพคล่องสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงาน และทำให้ผู้ประกอบการมีศักยภาพที่จะเพิ่มรายได้ให้แก่แรงงาน สำหรับสถานประกอบการที่มีปัญหาด้านหลักทรัพย์ค้ำประกัน บสย. ยินดีที่จะสนับสนุนในการค้ำประกันหลักทรัพย์ตามหลักเกณฑ์ของ บสย. โดย บสย. จะคิดค่าธรรมเนียมผู้กู้ตามวงเงินที่ค้ำประกัน (อัตราปัจจุบันร้อยละ 1.75 ต่อปี) ทั้งนี้ สามารถติดต่อธนาคารที่เข้าร่วมโครงการได้เลย
    • วงเงินกู้สำหรับสถานประกอบการ
      จำนวนลูกจ้าง วงเงินกู้
      ไม่เกิน 50 คน ไม่เกิน 2 ล้านบาท
      51 - 200 คน ไม่เกิน 4 ล้านบาท
      เกินกว่า 200 คนขึ้นไป ไม่เกิน 8 ล้านบาท
  • กลุ่มเป้าหมาย สถานประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคมและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือน และต้องรักษาจำนวนผู้ประกันตนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ประกันตน ณ วันที่ได้รับสินเชื่อตลอดอายุโครงการ 3 ปี
  • วงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท ผ่าน 5 ธนาคารได้แก่
    • ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
    • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
    • ธนาคารแลน แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน)
    • ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
    • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  • ระยะเวลาการยื่นกู้ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2556
  • สอบถามเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง
      • สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน โทร 02-956-2345 สายด่วน 1506
      • สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 1 - 12
    • ส่วนภูมิภาค สำนักงานประกันสังคมจังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ สำนักงานประกันสังคม

 

5. ด้านการเงิน

5.1 การปรับเพิ่มอัตราค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมสัมมนาของส่วนราชการ

  • รายละเอียด ปรับเพิ่มอัตราค่าอาหารและค่าเช่าที่พักในการฝึกอบรมของส่วนราชการ
  • กลุ่มเป้าหมาย ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม/ท่องเที่ยวที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
  • ระยะเวลาดำเนินการ ถึง 31 ธันวาคม 2556
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โทร 02-273-9024, 02-273-9613 ถึง 4
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กรมบัญชีกลาง

 

6. ด้านอื่นๆ

6.1 การจัดคาราวานสินค้าราคาถูกไปจำหน่ายให้ลูกจ้างในสถานประกอบการ

  • รายละเอียด ขยายการดำเนินโครงการสินค้าธงฟ้าและร้านค้าถูกใจให้ครอบคลุมและทั่วถึง โดย
    • จัดรถเคลื่อนที่นำสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพราคาประหยัดเข้าไปจำหน่ายในแหล่งชุมชนและสถานประกอบการในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียง ในช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม 2556
    • ในส่วนภูมิภาคได้มีการกำหนดแผนการดำเนินการโครงการธงฟ้าลดค่าครองชีพประชาชนทั้งระดับภาคและระดับจังหวัดในทุกอำเภอ รวมทั้งยังได้มีการดำเนินโครงการธงฟ้าเคลื่อนที่สู่ชุมชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึง และได้ดำเนินการตามโครงการโชห่วยช่วยชาติ "ร้านถูกใจ" ทั่วประเทศเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าให้กับผู้บริโภคและช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ให้สามารถอยู่รอดได้
  • ระยะเวลาดำเนินการ ถึง 31 ธันวาคม 2556
  • สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
    • ส่วนกลาง กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์
      - โทรศัพท์ 02-507-5637
      - โทรสาร 02-547-5387
    • ส่วนภูมิภาค สำนักงานการค้าภายในจังหวัด
  • หน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงพาณิชย์
+ + + + + + + + + + + +

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

+ + + + + + + + + + + +

ติดต่อ "ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs"

  • โทรศัพท์ : โทร.1111 กด 22
  • Website : www.1111.go.th
  • Email : This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
  • ไปรษณีย์ หรือส่งเอกสารด้วยตนเอง ณ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล
  • ต่างจังหวัด นอกจากช่องทางที่ได้กล่าวมาแล้ว ผู้ประกอบการสามารถไปยื่นข้อร้องเรียนและขอลงทะเบียนว่ากำลังประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือได้ที่
    • ศาลาว่าการจังหวัดทุกจังหวัด
    • สภาหอการค้าจังหวัด
    • สภาอุตสาหกรรมจังหวัด

ทางหน่วยงานจะทำการตรวขสอบ หากพิจารณาการขอความช่วยเหลือพบว่า
ไม่อยู่ใน 20 มาตรการ จะหารือเพิ่มมาตรการช่วยเหลือเป็นรายเอสเอ็มอีต่อไป


หน่วยงานที่รับผิดชอบ: สำนักนายกรัฐมนตรี

ที่มา :

  • http://mail.tot.co.th
  • http://www.mol.go.th/anonymouse/content/policy300-2554
  • http://www.sme.go.th/Pages/Define/Define.aspx
Last Updated on Wednesday, 13 February 2013 15:45