logotype
ถามตอบ กรณีว่างงาน

คำถาม กรณีที่ลาออกจากงานลูกจ้างคลอดบุตรภายใน 6 เดือน จะนับสิทธิเงินสมทบตั้งแต่เมื่อไร นับเดือนที่คลอดบุตรจะต้องส่งเงินสมทบนับ 7 เดือนภายใน 15 เดือนหรือไม่

คำตอบ นับเดือนที่สิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนย้อนขึ้นไป 15 เดือน ต้องมีการจ่ายเงินสมทบไม่น้อยกว่า 7 เดือน กรณีผู้ประกันตนใช้สิทธิหลังจากสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน สามารถใช้สิทธิได้ 4 กรณี    คือ 

กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ และกรณีตาย โดยสามารถใช้สิทธิได้ภายในระยะเวลา 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตน  (หรือตามระยะเวลาตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา) การนับสิทธิให้นับจากวันสิ้นสภาพความเป็นผู้ประกันตนว่าส่งเงินสมทบ 4 กรณีดังกล่าวข้างต้นครบในกรณีใด สามารถใช้สิทธิกรณีนั้นต่อไปได้อีก 6 เดือน โดยไม่ต้องนับเงินสมทบอีก ณ วันที่ใช้สิทธิ


 คำถาม กรณีว่างงานจำเป็นต้องใช้ใบลาออก (สปส.6-09)จากนายจ้างหรือไม่ที่ต้องนำไปขึ้นทะเบียนที่กรมจัดหางาน

คำตอบ ผู้ประกันตนต้องนำสำเนา สปส.6-09ไปยื่นที่สำนักงานจัดหางาน แต่หากมิได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ประสานให้นายจ้างแจ้ง สปส.6-09 มาภายหลัง


คำถาม กรณีว่างงานถ้านายจ้างไม่ออกเอกสารเกี่ยวกับการออกจากงานให้กับลูกจ้าง สำนักงานประกันสังคม จะมีวิธีแก้ไขให้กับลูกจ้างอย่างไร

คำตอบ กรณีผู้ประกันตนไม่มีเอกสารเกี่ยวกับการออกจากงานนายจ้างผู้ประกันตนสามารถขึ้นทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานได้ เจ้าหน้าที่ของสำนักงานประกันสังคมจะเป็นผู้ประสานขอเอกสารจากนายจ้างเอง


คำถาม กรณีว่างงานเวลาจ่ายเงินชดเชย 90 วัน จำนวนที่จ่ายในเดือนแรกทำไมถึงไม่เท่ากันในแต่ละเดือน เช่น เดือนแรกจ่าย 49 วัน เดือนที่สองจ่าย 30 วัน เดือนที่สามจ่าย 11 วัน รวม 90 วัน มีวิธีคิดอย่างไร

คำตอบ รอบการตัดจ่ายของผู้ประกันตนแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับวันที่ไปขึ้นทะเบียน วันที่รายงานตัว วันที่เริ่มมีสิทธิ และวันสุดท้ายที่มีสิทธิประกอบกัน ผู้ประกันตนไปขึ้นทะเบียนวันใด วันนัดรายงานตัวจะกำหนดเป็นวันที่เดียวกันในเดือนถัด ๆ ไปเมื่อผู้ประกันตนไปรายงานตัวตามที่นัด ผู้ประกันตนจะได้รับเงิน

งวดแรก ตั้งแต่วันที่เริ่มมีสิทธิ (วันที่ 8 ของการว่างงาน) ถึงวันที่รายงานตัว

งวดที่ 2 จะได้รับตั้งแต่วันที่ถัดจากวันรายงานตัวงวดที่ 1 ไปจนถึงวันรายงานตัวงวดที่ 2 ซึ่งจะเท่ากับ 30 วัน หรือ 3 วัน (ยกเว้นวันนัดรายงานตัวติดวันหยุดราชการจะเลื่อนวันนัดรายงานตัวทำให้ไม่เท่ากับ 30 วัน หรือ 3 วัน

งวดที่ 3 ถ้าวันที่มีสิทธิเหลืออยู่ไม่ถึงวันที่นัดรายงานตัว แสดงว่าจะได้รับเงินเท่ากับจำนวนวันที่เหลือ ซึ่งจะเป็นเศษของเดือน

ตัวอย่าง

       เช่น ผู้ประกันตนลาออกจากงานวันที่ 1 พ.ค. 2548 (ทำงานวันสุดท้าย 30 เม.ย. 2548) ไปขึ้นทะเบียนที่สำนักงานจัดหางานวันที่ 25 พ.ค. 2548 ระบบจะประมวลผลวันที่นัดรายงานตัว คือ วันที่ 25 มิ.ย. 2548 , 25 ก.ค. 2548 และ 25 ส.ค.2548

ผู้ประกันตนนี้จะมีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานตั้งแต่วันที่ 8 ของการว่างงานไปจนครบ 90 วัน คือ ตั้งแต่ 8 พ.ค.-5 ส.ค. 2548

  • งวดที่ 1 ไปรายงานตัว 25 มิ.ย. 2548 ระบบจะตัดจ่ายตั้งแต่ 8 พ.ค.- 25 มิ.ย. 2548 = 49 วัน
  • งวดที่ 2 ไปรายงานตัว 25 ก.ค. 2548 ระบบจะตัดจ่ายตั้งแต่ 26 มิ.ย. – 25 ก.ค. 2548 = 30 วัน
  • งวดที่ 3 ไปรายงานตัว 25 ส.ค.2548 ระบบจะตัดจ่ายตั้งแต่ 26 ก.ค. – 5 ส.ค. 2548 = 11 วัน

รวมได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงาน 90 วัน


คำถาม  การกำหนดอัตราเงินสมทบและอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทน ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง

คำตอบ

  •  ต้องคำนึงถึงเสถียรภาพของกองทุน
  • ประโยชน์ทดแทนที่เหมาะสม และเป็นธรรมตามหลักสากล ไม่ควรน้อยกว่า 45%
  •  ผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้อง เช่น นายจ้าง ลูกจ้าง ต้นทุนแรงงาน และเศรษฐกิจในภาพรวม
  • กรอบของกฎหมายให้เก็บเงินสมทบไม่เกิน 5%

คำถาม การที่นายจ้างใช้สิทธิปิดงานจนกระทั่งลูกจ้างทนไม่ไหว ถือว่าเป็นการเลิกจ้างหรือไม่

คำตอบ  มิใช่เป็นการเลิกจ้าง เนื่องจากนายจ้างใช้สิทธิปิดงานตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ โดยระหว่างที่ปิดงานลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้าง เนื่องจากไม่มีการทำงาน หากลูกจ้างทนไม่ไหวและลาออกจากงานสามารถใช้สิทธิรับประโยชน์ทดแทนในกรณีลาออกได้


 คำถาม การประกันสังคมกรณีว่างงานจะไม่คุ้มครองการถูกเลิกจ้างในกรณีใดบ้าง

คำตอบ

  • ทุจริตต่อหน้าที่
  • กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง
  • จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย
  • ฝ่าฝืนข้อบังคับหรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือ
  •  ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาเจ็ดวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือ
  • ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

คำถาม  การยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน จะยื่นเรื่องที่ใดและมีขั้นตอนอย่างไร ต้อง เตรียมเอกสารใดบ้าง

คำตอบ   เนื่องจากกฎหมาย (มาตรา 78) กำหนดเงื่อนไขการส่งเงินสมทบที่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานไว้ว่า จะต้องจ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน ดังนั้นหากเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบกรณีว่างงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2547 สำนักงานประกันสังคมจะเริ่มจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ ผู้มีสิทธิได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2547 เป็นต้น ไป

      ผู้ที่ประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานสามารถ ยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน พร้อมขึ้นทะเบียนหางานได้ที่สำนักงานจัดหางานของรัฐทุกแห่ง โดยสำนักงานประกันสังคม จะประสานงานกับสำนักจัดหางานของรัฐ เพื่อให้ผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนได้รับความสะดวก ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อยื่นเรื่องหลายแห่ง

      หากผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนมีคุณสมบัติและปฏิบัติตามเงื่อนไข/หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดครบถ้วน สำนักงานประกันสังคมจะสั่งจ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ให้เป็นงวดเดือน (จ่ายประโยชน์ทดแทนให้เดือนละ 1 ครั้ง) โดยการโอนเงินผ่านบัญชีธนาคารตามที่ได้แจ้งไว้ในแบบคำขอรับประโยชน์ ทดแทน ทั้งนี้ ในช่วงระยะเวลาที่ไ ด้รับประโยชน์ทดแทน ผู้ว่างงานจะต้องไปรายงานตัวต่อสำนักงานจัดหางานตามกำหนดนัดอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อหาตำแหน่งงานว่างที่เหมาะสม หรือปฏิเสธการฝึกงาน สำนักงานประกันสังคมจะระงับการจ่ายประโยชน์ทดแทน

 เอกสารประกอบการยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทน ดังนี้

  • สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ซึ่งมีชื่อผู้ประกันตนและเลขที่บัญชี
  • หนังสือรับรองการออกจากงาน หรือสำเนาแบบแจ้งการออกจากงานของผู้ประกันตน (สปส.6-09)
  • หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน (ถ้ามี)

คำถาม  การละทิ้งหน้าที่เป็นเวลา 7 วันทำการติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน มีวิธีการนับอย่างไร

คำตอบ  ให้นับเฉพาะวันทำงานติดต่อกัน ตัวอย่างเช่น วันทำงานกำหนดไว้ว่า จันทร์ ถึง เสาร์ วันอาทิตย์เป็นวันหยุด ลูกจ้างหยุดงานวันจันทร์ถึงวันเสาร์ แล้วสัปดาห์ถัดไปหยุดงานในวันจันทร์อีก 1 วัน ถือว่าละทิ้งหน้าที่ 7 วันทำงานติดต่อกัน


คำถาม  การว่างงาน หมายความว่าอย่างไร ให้ความคุ้มครองแก่ใครบ้าง และมีเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำตอบ  การว่างงาน" ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม หมายความว่า การที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงาน เนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง การประกันสังคมกรณีว่างงานให้การคุ้มครองแก่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ยกเว้นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไข ดังนี้

  • ได้จ่ายเงินสมทบกรณีว่างงานมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน และต้องอยู่ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนการว่างงาน (มาตรา 78)
  • เป็นผู้มีความสามารถในการทำงาน พร้อมที่จะทำงานที่เหมาะสมตามที่จัดหาให้ หรือต้องไม่ปฏิเสธการฝึกงาน และได้ขึ้นทะเบียนไว้ที่สำนักจัดหางานของรัฐ โดยต้องไปรายงานตัวไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้ง (มาตรา 78(1))
  • ต้องมิใช่ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง หรือจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือฝ่าฝืนข้อบังคับ หรือระเบียบเกี่ยวกับการทำงาน หรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายในกรณีร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาเจ็ดวันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ (มาตรา 78(2))
  • ต้องมิใช่ผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ (มาตรา 78(3))
  • ว่างงานมาแล้ว 7 วัน โดยจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนการว่างงานตั้งแต่วันที่ 8 นับแต่วันว่างงานจากการทำงานกับนายจ้างรายสุดท้าย (มาตรา 79) 

คำถาม  ทราบว่ามีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานกรณีว่างงาน หน้าที่ของแต่ละหน่วยงานมีอะไรบ้าง

คำตอบ

  • สำนักงานประกันสังคม
    • จัดเก็บเงินสมทบและวินิจฉัย/สั่งจ่ายประโยชน์ทดแทน
  • กรมการจัดหางาน
    • ขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานเพื่อให้บริการจัดหางาน และรับรายงานตัวผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (กรณีรองานและนัดหมายให้มารายงานตัวแล้ว)
    • แนะแนวอาชีพและพิจารณาส่งผู้ว่างงานเข้ารับการพัฒนาฝีมือแรงงานตามความจำเป็น
  • กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
    • รับผู้ว่างงานเข้ารับการพัฒนาฝีมือแรงงาน
    • พัฒนาหลักสูตรการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่ผู้ว่างงาน
  • กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
    • พิจารณาข้อร้องเรียนการเลิกจ้างเพื่อให้เป็นข้อมูลประกอบในการวินิจฉัยสิทธิในบางกรณี

คำถาม  ทำไมกองทุนประกันสังคมจึงไม่นำเงินที่มีอยู่ในกองทุนมาใช้จ่ายเป็นประโยชน์ทดแทน ให้กับลูกจ้างผู้ประกันตนที่ว่างงาน

คำตอบ
                ปัจจุบันสำนักงานประกันสังคมบริหารกองทุนประกันสังคม เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทน 6 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ตาย ทุพพลภาพ สงเคราะห์บุตร และชราภาพ ซึ่งในการบริหารกองทุน ได้แบ่งการบริหารแยกเป็น 2 บัญชี คือบัญชีประโยชน์ทดแทน 4 กรณี (เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และตาย) และบัญชีประโยชน์ทดแทน 2 กรณี (สงเคราะห์บุตร และชราภาพ) ทั้งนี้
                เงินสะสมกองทุนประโยชน์ทดแทน 2 กรณี เป็นเงินสะสมเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตรและชราภาพ ซึ่งกรณีชราภาพเป็นการจ่ายประโยชน์ทดแทนระยะยาว ดังนั้น จึงต้องสะสมเงินกองทุนดังกล่าวไว้เพื่อจ่ายเงินบำนาญให้แก่ผู้รับบำนาญไปจนตลอดชีวิต
                ส่วนเงินสะสมของประโยชน์ทดแทน 4 กรณี ส่วนหนึ่งเป็นเงินที่ต้องออมไว้เพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ทุพพลภาพไปจนตลอดชีวิต
                ในการดำเนินงานจัดเก็บเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนแต่ละกรณี สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งระบุให้จัดเก็บเงินสมทบเพื่อกรณีใดให้จ่ายประโยชน์ทดแทนเพื่อกรณีนั้นเท่านั้น


คำถาม ทำไมถึงจัดให้มีการขยายความคุ้มครองกรณีว่างงาน

คำตอบ

  •  ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติประกันสังคม
  •  เป็นข้อเรียกร้องของลูกจ้าง และเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกันตนที่ลาออกให้มีรายได้
  •  ภาวะเศรษฐกิจกำลังมีแนวโน้มดีขึ้น
  • มีความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมสวัสดิการ และคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม
  •  เพื่อสร้างมาตรฐานทางสังคมให้ได้รับความเชื่อถือกับนานาประเทศ

คำถาม ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็นการจ่ายซ้ำซ้อนกับการจ่ายเงินค่าชดเชยตามกฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน หรือไม่

คำตอบ   ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็นการจ่ายค่าทดแทนที่แตกต่างกับการจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.ประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็นการจ่ายค่าทดแทนที่แตกต่างกับการจ่ายค่าชดเชย เนื่องจากค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มีเจตนารมณ์เพื่อเป็นมาตรการที่ใช้คุ้มครองลูกจ้าง เมื่อถูกเลิกจ้างถือเป็นการทดแทนความเสียหายของลูกจ้างอันเนื่องจากการถูกเลิกจ้างโดยไม่มีความผิด รวมทั้งเป็นค่าตอบแทนที่ลูกจ้างได้ทำงานให้นายจ้างมาด้วยดี และได้นำหลักการจ่ายบำเหน็จบำนาญที่พิจารณาจากอายุงานมาผสมผสาน ซึ่งลูกจ้างจะได้รับค่าชดเชยในอัตราแตกต่างกันตามช่วงระยะเวลา การทำงานให้แก่นายจ้าง ยิ่งไปกว่านั้นการกำหนดให้มีค่าชดเชยจะทำให้นายจ้างมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นในการบอกเลิกสัญญาจ้างกับลูกจ้าง ซึ่งถือเป็นเครื่องมือในการป้องกันการเลิกจ้างตามเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน

สำหรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็นการสร้างหลักประกันความมั่นคงทางสังคมแก่ลูกจ้างผู้ประกันตน โดยจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ที่ต้องออกจากงานในช่วงระยะเวลาจำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอันเนื่องจากการขาดรายได้ระหว่างหางานทำใหม่ ทั้งนี้มีเงื่อนไขต้องแสดงตนว่าเป็นผู้มีความสามารถและพร้อมที่จะทำงาน


คำถาม  ผู้ประกันตนอยู่ระหว่างการนัดหยุดงานเพื่อเจรจาข้อพิพาทแรงงาน มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานหรือไม่

คำตอบ  ในระหว่างการนัดหยุดงาน นิติสัมพันธ์ระหว่าง นายจ้าง-ลูกจ้างยังมิได้ขาดหายไป เพียงแต่ลูกจ้างใช้สิทธินัดหยุดงานตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และไม่ได้รับค่าจ้างเนื่องจากไม่มีการทำงาน มิใช่เป็นการเลิกจ้าง จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน         


คำถาม  ผู้ประกันตนอยู่ระหว่างการนัดหยุดงานเพื่อเจรจาข้อพิพาทแรงงานแต่ได้ลาออกเพื่อหางานทำใหม่ เนื่องจากระหว่างนัดหยุดงานมิได้ค่าจ้าง จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนหรือไม่

คำตอบ  มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีลาออกจากงานในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างตามมาตรา 57  ครั้งละไม่เกิน 90 วัน ภายในรอบระยะเวลาหนึ่งปีปฏิทิน


คำถาม  หากลูกจ้างใช้สิทธิรับเงินกรณีว่างงานครบ 180 วันแล้ว แต่ยังหางานทำไม่ได้ จะได้รับความคุ้มครองต่อไปหรือไม่

คำตอบ   ไม่ได้รับความคุ้มครอง แต่ลูกจ้างยังคงรับบริการ จัดหางานจากสำนักจัดหางานของรัฐได้ และสามารถขอรับความช่วยเหลือจากหน่ายงานอื่น ๆ ได้ตามระเบียบของแต่ละหน่วยงาน


 

คำถาม  อัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมีหลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ

         การกำหนดอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนคำนึงถึงมาตรฐานขั้นต่ำขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งได้กำหนดให้จ่ายเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตรา 45-50% ของรายได้ก่อนว่างงานเป็นระยะเวลาประมาณ 13-26 สัปดาห์ (ในบางประเทศ ผู้ว่างงานที่เป็นหัวหน้าครอบครัวจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้ในอัตราและระยะเวลาที่มากกว่าคนโสด)
                นอกจากนี้อัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนต้องไม่ต่ำเกินไปจนไม่สามารถบรรเทาความเดือนร้อนของลูกจ้างที่ว่างงานได้ และให้พอมีเงินยังชีพได้ในระหว่างหางานใหม่ทำ ทั้งนี้ในประเทศที่ให้ประโยชน์ทดแทนแก่ผู้สมัครใจลาออก (6 ประเทศ) กำหนดอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนไว้น้อยกว่าถูกเลิกจ้าง
                ดังนั้น เพื่อความเหมาะสมจึงกำหนดอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้ผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้ลาออกจากงานแตกต่างกัน และจากข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าผู้ว่างงานส่วนใหญ่สามารถหางานใหม่ได้ในระยะเวลา 3-6 เดือน จึงได้กำหนดอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนแก่ผู้ถูกเลิกจ้างและลาออกจากงาน ดังนี้

  • ผู้ถูกเลิกจ้าง ได้รับในอัตรา 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน
  • ผู้ลาออกจากงาน ได้รับในอัตรา 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

                ทั้งนี้หากมีการขอรับเงินทดแทนการขาดรายได้เกินกว่า 1 ครั้งในรอบระยะเวลา 1 ปี ให้นับระยะเวลาการรับเงินทดแทนการขาดรายได้ทุกครั้งรวมกันปีละ ไม่เกิน 90 วัน หรือ 180 วัน


คำถาม  อัตราเงินสมทบ มีผลกระทบต่อนายจ้างและผู้ประกันตนอย่างไร

คำตอบ

                จากการวิเคราะห์ต้นทุนแรงงาน และค่าใช้จ่ายของลูกจ้างพบว่าอัตราเงินสมทบดังกล่าวมีผลกระทบเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คือทำให้ต้นทุนด้านแรงงานเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ .08 (ทั้งนี้ต้นทุนค่าตอบแทนในอุตสาหกรรมปัจจุบันเฉลี่ยร้อยละ 6.9 ของต้นทุนรวมทั้งหมด) ส่วนลูกจ้างจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นคนละ 31.25 บาท/เดือน (= ค่าจ้างเฉลี่ยของผู้ประกันตนทั้งโครงการ 6,260  บาท * 0.5%)


คำถามเมื่อลูกจ้างลาออกจากงานหรือถูกเลิกจ้างงาน จะต้องทำอย่างไรให้ได้รับสิทธิกรณีว่างงาน

                ในขั้นต้นผู้ประกันตนจะต้องไปขึ้นทะเบียนหางานที่สำนักงานจัดหางานของรัฐ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ว่างงานโดยยื่นแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7) พร้อมหลักฐานดังนี้

คำตอบ

  • บัตรประจำตัวประชาชน
  • รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว 1 รูป
  • สำเนาหนังสือแจ้งการสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน (สปส.6-09)
  • หนังสือหรือคำสั่งของนายจ้างที่ให้ออกจากงาน (ถ้ามี)
  • และสำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์ หน้าแรกที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ประกันตนธนาคารใดธนาคารหนึ่ง 8 แห่ง ดังนี้
    • กรุงไทย
    •  กรุงเทพ
    • กรุงศรีอยุธยา
    • กสิกรไทย
    • ทหารไทย
    • ไทยพาณิชย์
    • นครหลวงไทย

คำถาม  เมื่อลูกจ้างลาออกจากงานแล้วจะยังมีสิทธิได้รับความคุ้มครอง จากสำนักงานประกันสังคมต่อไปอีกหรือไม่

คำตอบ  เมื่อลูกจ้างลาออกจากงานจะยังคงได้รับความคุ้มครองจากสำนักงานประกันสังคมต่อไปอีก 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงาน โดยจะได้รับความคุ้มครองต่อ 4 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ตามเงื่อนไข ในการส่งเงินสมทบแต่ละกรณีและถ้าผู้ประกันตนประสงค์ที่จะอยู่ในระบบประกันสังคมต่อ ก็สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ได้ตามเงื่อนไข คือ เคยนำส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และจะต้องสมัครภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ลาออกจากงานและจะต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราเดือนละ 432 บาท ได้รับความคุ้มครองทั้งหมด 6 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ซึ่งการสมัครเป็นผู้ประกันตนสามารถสมัครได้ที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งที่สะดวกเพียงยื่นคำขอเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 (สปส.1-20) พร้อมบัตรประชาชน


คำถามเหตุใด ผู้ประกันตนที่ลาออกจึงได้รับประโยชน์ทดแทนด้วย

คำตอบ  ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 บัญญัติว่า ว่างงานหมายความว่า การที่ผู้ประกันตนต้องหยุดงานเนื่องจากนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานสิ้นสุดลง จากข้อบัญญัติดังกล่าว ผู้ว่างงานจะครอบคลุมทั้งผู้ถูกเลิกจ้าง และผู้ลาออกจากงาน จึงถือได้ว่าผู้ลาออกจากงานจะสามารถได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานด้วย

อนึ่ง ผู้ลาออกจากงานอาจมีสาเหตุมาจากสภาพการทำงาน จึงสมควรจะให้สิทธิประโยชน์กรณีว่างงานด้วย แต่ให้ได้รับน้อยกว่าผู้ถูกเลิกจ้าง เพื่อมิให้เป็นการสนับสนุนหรือก่อให้เกิดอัตราการว่างงานที่สูงขึ้น


คำถาม  เหตุใดจึงเก็บเงินสมทบของรัฐบาล นายจ้าง ผู้ประกันตนไม่เท่ากัน

คำตอบ ในการพิจารณากำหนดอัตราเงินสมทบของรัฐบาลน้อยกว่าลูกจ้างและนายจ้างมีเหตุผล ดังนี้

  • ตามข้อกำหนดของมาตรา 46 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม รัฐบาลไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสมทบในกรณีว่างงานเท่านายจ้างและลูกจ้าง
  • รัฐบาลมีภาระที่จะต้องสนับสนุนการดำเนินงานประกันสังคมกรณีว่างงานอยู่แล้ว โดยสนับสนุนงบประมาณแผ่นดินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ด้านวัสดุครุภัณฑ์ ประกอบกับคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงาน ให้ข้อสังเกตุในการกำหนดให้ค่าบริการจัดหางานและค่าพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งของกองทุนประกันสังคมกรณีว่างงานว่าอาจจะเป็นการขัดต่อพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 ทำให้ไม่สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายสำหรับบริการทั้ง 2 ส่วน ไว้ในกฎกระทรวงได้ จึงสมควรที่จะต้องลดอัตราเงินสมทบในส่วนของรัฐบาลลง เนื่องจากรัฐบาลจะต้องสนับสนุนงบประมาณประจำปีสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการให้บริการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงานรวมทั้งบุคลากรและวัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ ส่วนกรณีที่เกรงว่าจะไม่สามารถควบคุมการให้บริการด้านจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงานที่จะต้องควบคุมคุณภาพการให้บริการให้เป็นไปตามนโยบายการฝึกอาชีพและการจัดหางานที่สอดคล้องและตอบสนองกับความต้องการของผู้ประกันตน
  • ตามข้อกำหนดของมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคมในกรณีที่เงินกองทุนไม่พอจ่าย รัฐบาลมีหน้าที่จ่ายเงินอุดหนุนหรือเงินทดลองราชการให้ตามความจำเป็น
  • กรณีกองทุนไม่มีค่าใช้จ่ายในการบริการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน จะทำให้ค่าใช้จ่ายกองทุนลดลง และจากการประมาณการกองทุนพบว่ากรณีจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้างและลูกจ้างในอัตราฝ่ายละ 0.5% และรัฐบาล 0.25% กองทุนยังคงมีความมั่นคงโดยไม่ต้องลดประโยชน์ทดแทน และสามารถจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ถูกเลิกจ้างได้ในอัตรา 50% ไม่เกิน 180 วัน และผู้ลาออกในอัตรา 30% ไม่เกิน 90 วัน

 

คำถาม  ในอนาคตอัตราเงินสมทบกรณีว่างงานจะมีการปรับเพิ่ม/ลดลงหรือไม่ อย่างไร

คำตอบ  การปรับเพิ่มหรือลดอัตราเงินสมทบขึ้นอยู่กับค่าใช้จ่าย และเงินสำรองของกองทุน หากค่าใช้จ่ายไม่เกินจากรายรับในแต่ละปี และมีเงินสำรองเองกองทุน (Fund Ratio) มากกว่า 100% (มีเงินสำรองกองทุนเป็น 1 เท่า ของประโยชน์ทดแทนในปีถัดไป) ซึ่งเป็นระดับที่ทำให้กองทุนเริ่มมีเสถียรภาพก็จะสามารถปรับลดอัตราเงินสมทบได้ ซึ่งจะต้องมีการประเมินสถานะกองทุนทุกปี